วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 00:58 น.

การเมือง

ปชป.ระดมขุนพลถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ชี้เสี่ยงสร้างภาระหนี้รุ่นลูกหลาน-หวั่นสอดไส้โครงการเอื้อทุนใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.27 น.

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569  การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์หลายคนลุกขึ้นอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก พร้อมสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดการอภิปรายด้วยการยืนสงบนิ่งเชิงสัญลักษณ์เป็นเวลา 30 วินาที พร้อมระบุว่าเป็นการ “ไว้อาลัยให้กับภาระหนี้ที่รัฐบาลกำลังสร้างให้ประเทศในอนาคต” ก่อนตั้งข้อสังเกตว่าการใช้เงินกู้เพื่อโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนอาจเป็นการผลักภาระหนี้ไปยังคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะเด็กที่กำลังจะเกิด ซึ่งจะต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะเฉลี่ยเกือบ 170,000 บาทต่อคน

นายชัยชนะยังแสดงความกังวลต่อแผนลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์วงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท โดยชี้ว่ารัฐบาลยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด พร้อมเตือนถึงปัญหาขยะจากแผงโซลาร์เซลล์ที่จะกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศในอนาคต

ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโดยยกบทเรียนจากการใช้เงินกู้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเคยถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมเตือนว่าการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินครั้งใหม่อาจเกิดปัญหาซ้ำรอย หากไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด

นายสกลธีเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน การตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน การรายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง และการเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสนอญัตติ อภิปรายเชิงกฎหมายและเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามต่อเหตุผลของรัฐบาลในการอ้างภาวะ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

นายกรณ์ยกตัวชี้วัดเศรษฐกิจ 5 ด้าน ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุนสำรองระหว่างประเทศ รายได้ภาษีของรัฐ ระดับหนี้สาธารณะ และความเชื่อมั่นด้านการลงทุน เพื่อยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตที่จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษ พร้อมระบุว่า “ยิ่งกู้ยิ่งไม่มั่นคง” โดยอ้างข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ว่าหนี้สาธารณะขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ

“การคลังไม่ใช่ของเล่น หากรัฐบาลสามารถใช้เหตุผลทางการเมืองมาอ้างเพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ทุกครั้ง ในอนาคตกฎหมายวินัยการเงินการคลังและรัฐธรรมนูญก็จะหมดความหมาย” นายกรณ์กล่าว

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการใช้เงินกู้นอกงบประมาณ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณผ่านกลุ่มกระทรวงที่อยู่ภายใต้การกำกับของพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดการกระจุกตัวของโครงการและผลประโยชน์ในบางกลุ่มการเมือง

ดร.การดี ยังแสดงความกังวลต่อโครงการด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสีเขียวบางประเภทที่อาจขาดความคุ้มค่าและความโปร่งใส รวมถึงเสี่ยงกลายเป็น “ทางออกแบบลวงตา” ที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับประเทศ

พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและภาควิชาการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ที่จะได้รับการสนับสนุนจากเงินกู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม

การอภิปรายตลอดทั้งวันสะท้อนจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เห็นว่าการกู้เงินวงเงินมหาศาลดังกล่าวควรอยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าและลดความเสี่ยงในการผลักภาระหนี้สินไปยังคนรุ่นต่อไป ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าเงินกู้ดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ ญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการจับตาจากสาธารณชนและภาคส่วนต่าง ๆ ถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในระยะต่อไป
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง