วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569 18:49 น.

การเมือง

คณะกมธ. กิจการเด็กฯ รับยื่นหนังสือจากชมรมสันติประชาธรรม จี้รัฐเร่งกำหนดมาตรการคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงเชิงระบบและภัยสื่อดิจิทัล

วันพุธ ที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 256  เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ประธานคณะ กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รับยื่นหนังสือจาก นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม เพื่อขอให้ช่วยหามาตรการช่วยเด็กและคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากการรุนแรงเชิงระบบและเทคโนโลยีดิจิทัล เนื่องจากสภาพปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบันว่า การแสวงหาผลประโยชน์ การใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น สื่อที่มีเนื้อหารุนแรงส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง ร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก นำไปสู่ปัญหาการก่ออาชญากรรมโดยเด็กที่มีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏในเหตุการณ์สะเทือนขวัญต่าง ๆ เช่น กรณีเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุกราดยิง กรณีเด็กอายุ 11 ปี ใช้อาวุธมีดข่มขู่มารดาเพื่อนำโทรศัพท์มือถือไปขาย กรณีเด็กอายุ 9 ปี ใช้อาวุธมีดทำร้ายครูเนื่องจากถูกห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือในสถานศึกษา กรณีเด็กพิเศษอายุ 11 ปี ขับรถยนต์บนท้องถนนจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อพระภิกษุสงฆ์ และกรณีการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอายุ 8 ปี ในลักษณะลัทธิความเชื่อหรือลัทธิเชื่อมจิต

ทั้งนี้ การบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กยังคงมีข้อจำกัด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องผลักดันมาตรการควบคุมการใช้สื่อดิจิทัลในเด็กอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ประเทศเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ อิตาลี และเกาหลีใต้ ที่มีมาตรการควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนในสถานศึกษา หรือประเทศออสเตรเลีย บราซิล อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีกฎหมายจำกัดอายุและการเปิดบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี เพื่อบังคับให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและจัดการกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ทางชมรมสันติประชาธรรมจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การจำกัดการเข้าถึงสื่อ โดยรณรงค์ให้เด็กช่วงวัย 0 - 12 ปี งดเว้นการใช้สมาร์ทโฟนและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเนื้อหารุนแรง หรือหลีกเลี่ยงการใช้งานโดยเด็ดขาด ประการที่สอง การส่งเสริมสุขภาวะครอบครัวและพัฒนาการทางสังคม โดยกำหนดให้มีเขตปลอดดิจิทัลในบางช่วงเวลา เช่น ช่วงพักเที่ยง หรือในพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตา รวมถึงสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตรโดยไม่พึ่งพาเครื่องมือสื่อสาร และประการที่สาม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยสร้างระบบเฝ้าระวัง ให้ความรู้เกี่ยวกับการกลั่นกรองอาชญากรรมออนไลน์และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ พร้อมจัดทำหลักสูตรสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก และมีแนวปฏิบัติในการจัดเก็บอุปกรณ์สื่อสารในสถานศึกษาอย่างเหมาะสม

รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าศูนย์วิจัยความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพและพัฒนาการ โดยอ้างอิงผลการสำรวจสุขภาพเด็กไทยในกลุ่มอายุ 6 - 14 ปี พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีเด็กถึงร้อยละ 70 ที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และในจำนวนนั้นมีเด็กถึงร้อยละ 50 ที่ใช้งานก่อนนอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่การเกิดภาวะเนือยนิ่งหรือมีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าปกติถึงร้อยละ 62 นอกจากนี้ ยังพบว่าร้อยละ 80 ของการใช้งานเป็นการใช้งานเพื่อความบันเทิงมากกว่าการศึกษา และแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ที่เด็กเข้าถึงมีเนื้อหาส่อไปในทางรุนแรง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ในเชิงลึกนั้น การใช้สื่อในเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สมองกำลังสร้างความทรงจำระยะยาวและยังขาดความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม ส่งผลให้เด็กขาดทักษะการสื่อสารระหว่างมนุษย์ เกิดภาวะคล้ายออทิสติกเทียมในเด็กเล็ก และเกิดการสะสมพฤติกรรมรุนแรง ขาดการแยกแยะระหว่างโลกความจริงและโลกเสมือนในเด็กโต ทางศูนย์วิจัยฯ จึงเสนอว่า ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการทางเทคโนโลยี ทั้งผู้ให้บริการอุปกรณ์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา ต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ไม่ใช่เพียงการผลักภาระให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว

ศ.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ กล่าวเสริมว่า แม้สังคมในปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ แต่การเร่งรัดนำเทคโนโลยีมาใช้กับเด็กในวัยที่ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะช่วงอายุ 0 - 13 ปี ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสมอง โดยตามหลักการเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เด็กในวัยนี้จำเป็นต้องเน้นการเรียนรู้จากพ่อแม่ ครู และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคม หากปล่อยให้เด็กเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีระดับสูงมากเกินไป เด็กอาจมีทักษะดิจิทัลสูง แต่จะขาดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ และอาจก่อความรุนแรงต่อผู้อื่นโดยไม่รู้สึกผิดในอนาคต สำหรับแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมนั้น เด็กช่วงวัย 0 - 2 ปี ควรงดเว้นการใช้หน้าจอโดยเด็ดขาด ส่วนช่วงวัย 3 - 6 ปี สามารถใช้งานได้จำกัดภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ให้ตระหนักว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าต่างแห่งโอกาสของเด็กต้องร้าวและแตกสลายไป

นางธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ในนามตัวแทนเครือข่ายผู้ปกครองและสื่อด้านเด็ก กล่าวว่าภัยจากสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ซึ่งสร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมในการจบชีวิตตนเองของเยาวชน หากพิจารณาในระดับสากล ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี ตลอดจนประเทศฟิลิปปินส์ ต่างมีกฎหมาย นโยบาย หรือหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในสถานศึกษาอย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีการสั่งปรับแพลตฟอร์มที่ไม่กำกับดูแลอายุผู้ใช้งานเป็นจำนวนเงินสูงถึง 49 ล้านเหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย แม้จะมีการกำหนดวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปี 2568 ที่กำหนดนโยบายกำกับดูแลไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีใช้หน้าจอ ประกอบกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำคู่มือความรู้เท่าทันดิจิทัลเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในทางปฏิบัติและการบังคับใช้ในระดับนโยบายของภาครัฐยังไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร จึงขอเรียกร้องให้ยกระดับประเด็นนี้เป็นวาระแห่งชาติและวาระขององค์กร โดยภาครัฐ สถานศึกษา ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และภาคประชาชน ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขอขอบคุณภาคประชาชนและชมรมสันติประชาธรรมที่ตระหนักเห็นถึงปัญหาสำคัญนี้ ขอย้ำว่า ทุกภาคส่วนในสังคมรวมถึงผู้บริหารประเทศล้วนตื่นรู้ถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ในฐานะประธานคณะ กมธ. ยินดีรับข้อเสนอและแนวทางทั้งหมดเพื่อนำเข้าสู่การประชุมและหารือร่วมกับ กมธ.ทุกท่านต่อไป อย่างไรก็ดี หากผู้ปกครองสามารถลดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของตนเองลงได้ ก็จะมีเวลาคุณภาพในการดูแลและเสริมสร้างพัฒนาการให้แก่บุตรหลานได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและเป็นไปได้มากที่สุดในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ในประเทศไทย
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง