การเมือง
เปิดแผลใหญ่ระบบฉุกเฉินไทย! วุฒิสภาชี้กฎหมายล้าหลัง งบไม่พอ-กู้ภัยเถื่อนเกลื่อน จ่อผ่าตัด พ.ร.บ.ครั้งใหญ่
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
คณะทำงานวุฒิสภาเปิดผลศึกษาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน พบปัญหาหนักทั้งท้องถิ่นไร้หน่วยกู้ชีพเกือบครึ่งประเทศ กองทุนขาดงบ โรงพยาบาลไม่จูงใจร่วมระบบ กฎหมายเอาผิด "กู้ภัยเถื่อน" ไม่ได้ เตรียมเสนอแก้ พ.ร.บ.ครั้งใหญ่ เพิ่มเงินกองทุนจากภาษีบุหรี่-สุรา ยกระดับโทษ และตั้งคณะกรรมการฉุกเฉินระดับจังหวัด
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เพื่อรองรับการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า กฎหมายหลักที่ใช้กำกับระบบคือ พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ขณะที่ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาฉุกเฉินการแพทย์เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานระบุว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายถือเป็นหัวใจสำคัญในการสะท้อนปัญหาที่แท้จริง โดย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ในฐานะหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้ดำเนินโครงการวิจัยประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 เพื่อศึกษาปัญหา ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอสำหรับการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรัย ผลการวิจัยพบปัญหาหลัก 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านแรก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีศักยภาพรองรับภารกิจการแพทย์ฉุกเฉินได้เต็มที่ โดยข้อมูลปี 2566 พบว่า ระดับตำบลถึงร้อยละ 46 ยังไม่มีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการช่วยชีวิตอย่างทันท่วงที ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังติดปัญหางบประมาณและข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่
ด้านที่สอง คือ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉินขาดเสถียรภาพด้านงบประมาณ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้หารายได้จากแหล่งอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบ อีกทั้งอัตราค่าชดเชยที่จ่ายให้สถานพยาบาลยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอจูงใจให้โรงพยาบาลเข้าร่วมระบบอย่างเต็มที่
ด้านที่สาม คือ ช่องโหว่ของกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยพบว่ามีบุคคลที่ไม่ได้เป็นหน่วยปฏิบัติการตามกฎหมายเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นประจำ โดยไม่ได้รับการสั่งการจากศูนย์อำนวยการ แต่กฎหมายกลับไม่มีบทลงโทษรองรับ ขณะเดียวกันโทษปรับทางปกครองในปัจจุบันสูงสุดเพียง 100,000 บาท ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการกระทำผิด เช่น การปฏิเสธรับผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อระบบช่วยชีวิต
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า จากผลการศึกษา คณะทำงานจึงมีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ในหลายประเด็นสำคัญ เริ่มจากการปรับโครงสร้างคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเพิ่มสัดส่วนผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และผู้แทนวิชาชีพฉุกเฉินการแพทย์ เพื่อให้การกำหนดนโยบายสะท้อนสถานการณ์จริงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินเป็นหน้าที่โดยตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดทางให้บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินของท้องถิ่นไม่ต้องติดกรอบอัตรากำลัง และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้จากการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การตั้งคณะอนุกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินระดับจังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อกำกับ ดูแล และแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของแหล่งเงินกองทุน คณะทำงานเสนอให้ขยายแหล่งรายได้จากหน่วยงานหรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การประกันภัย และแรงงานต่างด้าว รวมถึงเสนอจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1 ของภาษีที่จัดเก็บ เพื่อนำมาเสริมความมั่นคงของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินในระยะยาว และยังเสนอให้กันเงินไม่เกินร้อยละ 1 ของงบอุดหนุนหรือค่าชดเชย เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ปฏิบัติการและผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติการฉุกเฉิน ในกรณีที่ยังไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดได้
นอกจากนี้ คณะทำงานยังเสนอให้เพิ่มโทษปรับทางปกครองสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษผู้ที่แอบอ้างปฏิบัติการฉุกเฉินโดยไม่ได้รับอนุญาต และผลักดันการบูรณาการหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) กับหน่วยกู้ภัย (Rescue Services) ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอทั้งหมด เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาในลำดับต่อไป พร้อมกำหนดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- กรมปศุสัตว์แจงปมจีนระงับนำเข้าไก่เพิ่มเติม หลังหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตปัญหาหลักมาจากการสวมสิทธิ์สินค้า ยอมรับศุลกากรตรวจพบบ่อยจากการสำแดงเท็จเป็นผลไม้ 19 ก.ค. 2569
- คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ! “ศ.ดร.ยศชนัน” ลุยต่อยโสธร 3 จุดรวด มอบบ้านพอเพียง-ดันแพลตฟอร์มแม่นยำชู 4 โมเดลนวัตกรรมสร้างอาชีพ อัปสกิลทุนมนุษย์พลิกชีวิตกลุ่มเปราะบาง เล็งขยายผลทั่วประเทศ 19 ก.ค. 2569
- เปิดแผลใหญ่ระบบฉุกเฉินไทย! วุฒิสภาชี้กฎหมายล้าหลัง งบไม่พอ-กู้ภัยเถื่อนเกลื่อน จ่อผ่าตัด พ.ร.บ.ครั้งใหญ่ 19 ก.ค. 2569
- ปลัดแรงงาน สั่งบูรณาการตรวจเข้มปราบแรงงานผิดกฎหมาย ถนน Walking Street พัทยา พบบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต 11 ราย 19 ก.ค. 2569
- "สุวัจน์" มอบรางวัล "เพชรกนก-กนกนาคราช" 2569 เชิดชูคนดีศรีแผ่นดิน ย้ำ "เสียสละ-สามัคคี" คือพลังฝ่าวิกฤต 19 ก.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“อนุทิน” ดึง 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย ต่อยอด EV–AI ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีโลก 20:47 น.- ‘ปลัดวรรณพงษ์’ เยี่ยมชม ‘ค่ายมวย น.นาคสินธุ์’ ในญี่ปุ่น ชู Soft Power มวยไทย ดันเป็นอาชีพสร้างรายได้-เชื่อมสัมพันธ์สองประเทศ 15:44 น.
- ปลัดมหาดไทย สนองข้อสั่งการ "นายกฯ อนุทิน" เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานบริการและอาคารสาธารณะทั่วประเทศ 14:46 น.
- อ.ต.ก. เปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค @ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ยกสินค้าเกษตรคุณภาพทั่วไทยสู่ขอนแก่น เชื่อมตลาดสร้างรายได้เกษตรกร 14:44 น.
- “อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์ เยือน เฉิงตู เปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ เร่งดึงยักษ์ใหญ่จีนลงทุน AI-EV-ท่องเที่ยว ปลุกรัฐ-เอกชนผนึกกำลังสู่ตลาดโลก 14:41 น.


