การเมือง
ศึกชิงเก้าอี้ กสทช. ยังไม่จบ! เปิดปมลึกทำไม นพ.สรณ ยังมีสิทธิ์นั่งเก้าอี้ประธานต่อตามกฎหมาย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ท่ามกลางกระแสข่าวที่โหมกระหน่ำใส่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในช่วงเวลานี้ ข้อถกเถียงเรื่องบทบาทและสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งภาครัฐ อุตสาหกรรม และสังคมจับตาดูอย่างไม่คลาดสายตา ทว่าหากเราลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วมองผ่านเลนส์ของข้อเท็จจริงทางกฎหมาย โดยปราศจากอคติทางการเมืองภายในองค์กร เราจะพบว่าความสับสนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการนำข้อเท็จจริงคนละชั้นมาปะติดปะต่อจนเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง
จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายระลอกล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ชี้ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์การดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจริง นำมาซึ่งการที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและคุ้มครองชั่วคราว แต่เพียงไม่กี่วันถัดมา ในวันที่ 7–8 สิงหาคม ศาลปกครองกลางกลับมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เหตุการณ์นี้เองที่ถูกฝ่ายไม่หวังดีฉวยนำไปตีความอย่างรวดเร็วว่า นพ.สรณ "แพ้คดี" หรือศาลได้ "รับรองการขาดคุณสมบัติ" ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้ก้าวข้ามไปถึงการลงลึกในเนื้อหาคดีเลยแม้แต่น้อย
คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองกลางในรอบนี้ วางอยู่บนเหตุผลทางเทคนิคของกระบวนการพิจารณา นั่นคือผู้ฟ้องยังไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงตามเงื่อนไขของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง ณ สภาวะเวลานั้น ศาลไม่ได้แตะต้องประเด็นที่ว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ และไม่ได้ตัดสินว่าคณะกรรมการสรรหามีอำนาจย้อนหลังชี้ขาดเรื่องนี้ได้จริงหรือไม่ การที่ฉวยโอกาสสรุปว่าประธาน กสทช. หลุดจากตำแหน่งเพียงเพราะคำสั่งปฏิเสธรับฟ้องฉบับนี้ จึงเป็นการตีความที่ก้าวกระโดดและคลาดเคลื่อนจากหลักนิติรัฐอย่างสิ้นเชิง
หากพิจารณาตามหลักการทางกฎหมายปกครอง คำสั่งทางปกครองใดๆ ที่ถูกโต้แย้ง ย่อมมีสิทธิได้รับการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากองค์กรตุลาการจนถึงที่สุดก่อน การที่ศาลไม่รับฟ้องในช่องทางแรก ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถูกต้องชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น คำถามใหญ่ทางนิติศาสตร์ที่ยังไม่มีข้อยกเว้นก็คือ คณะกรรมการสรรหาซึ่งมีบทบาทจบลงไปแล้วตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการแต่งตั้ง มีอำนาจตามกฎหมายมากพอกับการย้อนเวลากลับมาชี้ขาดคุณสมบัติของผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมานานหลายปีได้จริงหรือ หากปล่อยให้องค์กรสรรหากระทำเช่นนี้ได้ ย่อมเท่ากับการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายต่อความมั่นคงในตำแหน่งของผู้นำในทุกองค์กรอิสระของไทย
เมื่อย้อนดูเส้นทางก่อนหน้านี้ นพ.สรณ ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองอันเข้มงวด ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ขณะเดียวกัน ในประเด็นเรื่องสถานะการทำงาน พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 18 ก็ได้เปิดช่องทางกฎหมายเพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านไว้ชัดเจน ซึ่งผลการตรวจสอบจากมหาวิทยาลัยมหิดลก็ยืนยันตรงกันว่า นพ.สรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งในโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นเวลาล่วงหน้าก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเสียด้วยซ้ำ จึงเห็นได้ชัดว่ามีการจัดการสถานะตนเองตามกรอบเวลาที่กฎหมายอนุญาตไว้แล้ว
ในมุมมองของการบริหารรัฐกิจ กสทช. คือองค์กรกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้าน การสะดุดหยุดลงของผู้นำองค์กรในระหว่างที่ข้อกฎหมายยังไร้คำตัดสินที่เด็ดขาด ย่อมสร้างความเสี่ยงอย่างมหาศาลต่อมติและการตัดสินใจสำคัญๆ ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนมากกว่าการรอให้กระบวนการยุติธรรมได้ข้อยกเว้นที่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังไม่มีคำตัดสินชี้ขาดในเนื้อหาคดีจากองค์กรตุลาการ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จึงยังคงมีสิทธิและหน้าที่ในการบริหารงานในตำแหน่งประธาน กสทช. ต่อไปตามหลักสันนิษฐานความชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม บทสรุปหลังจากนี้ถือเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญที่สุด และคงต้องส่งไม้ต่อให้ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับศึกหนัก เพราะแม้ศาลปกครองกลางจะยกคำร้องในชั้นแรก ทำให้ไม่มีเหตุสั่งระงับกระบวนการตามกฎหมาย และส่งผลให้ฝ่ายการเมืองหรือผู้เกี่ยวข้องพยายามผลักดันให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แต่นั่นก็นำมาซึ่งโจทย์หินทางกฎหมายและรัฐศาสตร์ว่า นายกฯ อนุทิน จะกล้าเสี่ยงใช้อำนาจเซ็นนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ปลดประธาน กสทช. ในเวลานี้จริงหรือไม่
ที่น่าสนใจและกลายเป็นน้ำหนักสำคัญที่ทำให้ฝ่ายบริหารต้องฉุกคิดอย่างหนัก คือความเห็นแย้งอย่างรุนแรงจากภายในและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับประเทศ โดย นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีความเห็นแย้งไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ครอบคลุมการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเฉพาะของ "ผู้สมัครเข้ารับการสรรหา" หรือ "ผู้ได้รับการคัดเลือก" เท่านั้น แต่เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นจนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว บุคคลนั้นย่อมพ้นจากสถานะผู้สมัคร และภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจหวนกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ดำรงตำแหน่งไปแล้ว
ทัศนะดังกล่าวสอดคล้องอย่างยิ่งกับ นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตกรรมการสรรหา กสทช. ที่ชี้ชัดว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นเพียง "คณะกรรมการเฉพาะกิจ" ที่มีอำนาจจำกัดเฉพาะช่วงเวลาของการสรรหาเท่านั้น เมื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว อำนาจย่อมหมดลงทันที การย้อนกลับมาชี้ขาดคุณสมบัติกรรมการ กสทช. จึงเป็นการขยายอำนาจเกินกว่าที่กฎหมายมอบให้อย่างชัดเจน และหากชี้ว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น มติที่ออกมาก็ย่อม "ไม่มีผลในทางกฎหมาย" โดยสิ้นเชิง
น้ำหนักทางนิติศาสตร์นี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ นายกฯ อนุทิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้จะมีแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่าการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นหน้าที่ตามขั้นตอนของฝ่ายบริหาร แต่หากนายกรัฐมนตรีเร่งรัดนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่มติของคณะกรรมการสรรหายังมีข้อสงสัยเรื่อง "การก้าวล่วงขอบเขตอำนาจ" และ นพ.สรณ ยังมีสิทธิตามกฎหมายในการต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด หากในท้ายที่สุดศาลชี้ว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจมาตั้งแต่ต้น มติดังกล่าวย่อม "ตกเป็นประทุษร้ายต่อกฎหมายและไร้ผลผูกพัน" มาตั้งแต่แรกเริ่ม การนำความขึ้นทูลเกล้าฯ บนฐานมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรงเช่นนี้ จึงมีความเสี่ยงสูงสุดทั้งในเชิงรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ที่อาจย้อนกลับมาทับโถมสร้างความรับผิดทางกฎหมายให้กับตัวนายกรัฐมนตรีเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นจังหวะที่ นายกฯ อนุทิน ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรัดกุมที่สุด ระหว่างแรงดันทางการเมืองชั่วคราว กับการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่เป็นพิษต่อระบบราชการและองค์กรอิสระในอนาคต
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- “พ.ต.อ.ธงชัย” นายกอบจ.นนทบุรี เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า หลังถูก “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีตสส.นนทบุรี บุกยิงกลางที่ทำการอบจ. 10 ส.ค. 2569
- “วราวุธ” ประกาศเปิดเกมรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าพายุการค้าโลก-ดันลงทุนเทคโนโลยี ชูไทยสู่ฐานผลิตยุคใหม่ 10 ส.ค. 2569
- "อนุทิน" เปิดงานมหกรรม OTOP สุดยิ่งใหญ่ "ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี" 2 วันครึ่งทะลุ 157 ล้านบาท 10 ส.ค. 2569
- “อนุทิน” อัดงบ 4.5 พันล้าน ลุย “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดต้นทุนประชาชนฐานราก สกัดหนี้นอกระบบ 10 ส.ค. 2569
- ศึกชิงเก้าอี้ กสทช. ยังไม่จบ! เปิดปมลึกทำไม นพ.สรณ ยังมีสิทธิ์นั่งเก้าอี้ประธานต่อตามกฎหมาย 10 ส.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
ปลัดมหาดไทย นำจิตอาสาพระราชทานปฏิญาณตน "เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ..." พร้อมจัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความสุข "จิตอาสาบริการประชาชน" เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติปี 69 21:18 น.- “ธรรมนัส” นำทัพลุยใต้ ตั้งศูนย์ประสานงานทั่วพื้นที่–ผุด “สถาบันการเมืองโรงเรียนต้นกล้า กล้าทำ” ปักธง 3 จชต. และ 4 อำเภอสงขลา 21:14 น.
- "รัฐมนตรีวรศิษฎ์" ลุยต่อ "เกาะสมุย" ย้ำต้องปกป้องคนไทยไม่ถูกรังแก พร้อมทั้งรับ 4 ประเด็นปัญหาสู่การแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้เกาะสมุยเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่แห่งความสุขที่ยั่งยืน 19:52 น.
- มหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดำเนิน 4 มาตรการยกระดับการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ 19:48 น.
- “จุลพันธ์” ห่วงใยทายาทผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งการ สปส. เร่งเยียวยาทายาท ดูแลสิทธิประโยชน์เต็มที่ 19:46 น.



