การเมือง
"อนุทิน" โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทย “ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก” ชูอาเซียนเข้มแข็ง–เศรษฐกิจยืดหยุ่น
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 วันนี้ (วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569) เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีบทวิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกต่างๆและจัดทำดัชนีชี้วัด ที่สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกนำไปอ้างอิง โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้นำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1)ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง 2) รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และ 3)สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคี ไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน
ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม
สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน โดยแม้ความท้าทายในแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญยังคงเหมือนกัน คือกลไกภูมิภาคต้องช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถบริหารจัดการความเห็นต่าง ขณะเดียวกันต้องรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือเอาไว้
ประการที่สอง รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจาประเทศแรกของอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือกับอาเซียน ความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือผ่านการรวมกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งผลลัพธ์ในประเด็นเฉพาะ หรือ Minilateral Cooperation เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนได้อย่างคล่องตัวและเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน
ประการที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่การพึ่งพาระหว่างประเทศอาจกลายเป็นความเปราะบาง การสร้างความยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการแบ่งแยกหรือแตกตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่ควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต
ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงการค้าดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างระบบระหว่างประเทศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศสำหรับอนาคต ด้วยการสร้างหุ้นส่วนที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน
“ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา”
นายกรัฐมนตรีย้ำบทบาทใหม่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แข็งแกร่ง และทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม”
สถาบันโลวี (Lowy Institute) คือ สถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย มี เป้าหมายหลัก: เพื่อศึกษาวิจัย เสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับประเด็นกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก
เยี่ยมชม Thai Town นครซิดนีย์
เวลา 11.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชมย่าน Thai Town ในนครซิดนีย์ และพบปะชุมชนไทย โดยมีนางโคลเวอร์ มอร์ (The Right Honourable Clover Moore AO) นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ (Lord Mayor of Sydney) ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมร้านค้าของคนไทยในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรีที่ร้าน Doodee King
นายกรัฐมนตรีชื่นชมนครซิดนีย์ที่ร่วมในการพัฒนา Thai Town และสนับสนุนแนวทางยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย อาทิ การจัดสร้างงานศิลปะสาธารณะ แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จของเทศกาล Sydney Lunar Festival โดยเฉพาะกิจกรรม Lunar Streets ในย่าน Haymarket ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ชุมชนชาวเอเชียที่มีความหลากหลายได้ร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมขอบคุณนายกเทศมนตรีที่เปิดโอกาสให้ชุมชนไทยมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือที่ดีระหว่างชุมชนไทยกับนครซิดนีย์
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา Thai Town ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยและทำให้ Thai Town เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งยังช่วยดึงดูดผู้มาเยือนและสร้างโอกาสให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่”
ตลอดเส้นทาง คนไทยในชุมชนไทย ได้มาร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวทักทาย ร่วมถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง และเดินชมร้านค้า ร้านอาหาร แวะชิมอาหารไทย พร้อมผู้คุยกับผู้ประกอบการคนไทย ตลอดเส้นทางด้วย
เยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ สานต่อมิตรภาพไทย–ออสเตรเลีย เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ นวัตกรรม และประชาชน
เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ห้อง Drawing Room ทำเนียบรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ (The Honourable Margaret Beazley AC KC) ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และชื่นชมออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเร็ว ๆ นี้ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังชื่นชมผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้ความสำคัญและมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับการขยายวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 2571
นายกรัฐมนตรีชื่นชมรัฐนิวเซาท์เวลส์ในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั่วโลก รวมถึงชุมชนไทย สามารถรักษาอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในสังคม ปัจจุบันมีชาวไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ประมาณ 30,000 คน และนักศึกษาไทยประมาณ 10,000 คนศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับออสเตรเลีย โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลี
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- ไม่ทิ้งประชาชน! คณะนิติศาสตร์ มรภ.สุราษฎร์ฯ เดินหน้าประสานกรมส่งเสริมฯ แก้ปัญหาลิงแสมก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน 18 ส.ค. 2569
- "อนุทิน" โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทย “ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก” ชูอาเซียนเข้มแข็ง–เศรษฐกิจยืดหยุ่น 18 ส.ค. 2569
- “อนุทิน” บุก Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก ชวนปักฐานในไทย เพิ่มครีเอเตอร์ไทยแตะ 1,000 คน 18 ส.ค. 2569
- "ยศชนัน" ชงแก้กฎหมายแรงงาน 4 ฉบับรวด! ดันสิทธิคนประจำเรือ-ผู้รับงานทำที่บ้าน พร้อมอัปเกรดสวัสดิการรัฐวิสาหกิจรับ "สมรสเท่าเทียม" 18 ส.ค. 2569
- “วราวุธ” สั่ง กนอ.ระงับปรับพื้นที่ใน WHA ESIE 5 หลังพบหลักฐานบ่งชี้มีการระเบิดหิน จี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงรายงานใน 3 วัน กำชับ หากพบผิดกฎหมายต้องดำเนินคดีเด็ดขาดทันที 18 ส.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“มท.3” สั่ง ปภ. ติดตามแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา หลังพื้นที่ภาคใต้รับรู้แรงสั่นไหว-แม้ไม่กระทบไทย แต่ย้ำให้เฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิด 21:37 น.- “อามินทร์”ซึ้งน้ำใจ 2 ทีมลูกหนัง “GOLOK FA CUP 2026” แบ่งเงินรางวัลรวม 200,000 บาท มอบให้ครอบครัว “ซอฟวัน อาแว” พร้อมแฟนบอลร่วมสมทบกว่า 20,000 บาท สะท้อนพลังน้ำใจ 20:06 น.
- “บีลา–นัจมุดดีน” นำ กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่ด่านสุไหงโก-ลก หนุนยกระดับการค้าไทย–มาเลเซีย 19:50 น.
- “โสภณ” ลงพื้นที่วันหยุด ทำบุญ 435 วัด มอบถุงยังชีพผู้ยากไร้ - พบ 360 ผู้นำนักเรียน ปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย 17:04 น.
- ‘วราวุธ-สรชัด’ ลงพื้นที่รร.บ้านดอนโพ สุพรรณบุรี ติดตามซ่อมแซมอาคารเรียนชำรุด สานต่อเจตนารมณ์ ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน 16:59 น.



