วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 04:51 น.

การเมือง

"ณพลเดช" ศึกษาเงื่อนไข Nobel Peace Prize ชี้คนไทยทำงานเพื่อสันติภาพมาก แต่ขาดผู้จัดทำข้อมูลเสนอเวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569  ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชม Nobel Prize Museum กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการและเงื่อนไขของการเสนอชื่อเพื่อรับ Nobel Peace Prize เพื่อทำความเข้าใจว่าบุคคลหรือองค์กรจากประเทศไทยที่ทำงานด้านสันติภาพจะสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณารางวัลระดับโลกได้อย่างไร โดยจากการพูดคุยและศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ Nobel Prize ทำให้เห็นว่าการเสนอชื่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อจะต้องเป็นประมุขของประเทศหรือนักการเมืองเท่านั้น แต่ตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลมีทั้งบุคคล นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาสังคม และผู้ทำงานเพื่อสันติภาพในหลากหลายรูปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
นายณพลเดช กล่าวว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพมีรากฐานมาจากพินัยกรรมของ Alfred Nobel ซึ่งกำหนดให้รางวัลมอบแก่ผู้ที่สร้างผลงานสำคัญในการส่งเสริมภราดรภาพระหว่างประชาชาติ การลดหรือยกเลิกกองกำลังทหาร ตลอดจนการจัดหรือส่งเสริมการประชุมเพื่อสันติภาพ โดยเมื่อพิจารณาประวัติการมอบรางวัลจะเห็นว่าความหมายของ “สันติภาพ” ในบริบทของ Nobel มีความกว้าง ไม่ได้หมายถึงเพียงการยุติสงครามระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการลดความรุนแรง การปกป้องสิทธิมนุษยชน การสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน การส่งเสริมประชาธิปไตย การลดอาวุธ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมนุษย์และประเทศต่าง ๆ

นายณพลเดช กล่าวว่า ตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผลงานที่ได้รับการพิจารณา เช่น รางวัล Nobel Peace Prize ปี 2024 มอบให้แก่ Nihon Hidankyo องค์กรของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูในฮิโรชิมาและนางาซากิ จากความพยายามสร้างโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์และการใช้ประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตเป็นหลักฐานเพื่อเตือนมนุษยชาติถึงผลร้ายของอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ปี 2023 รางวัลมอบให้ Narges Mohammadi จากการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ รวมถึงการต่อต้านการกดขี่ผู้หญิง ซึ่งสะท้อนว่าการทำงานเพื่อสันติภาพสามารถมีได้หลายมิติและหลายรูปแบบ

นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ได้สอบถามและศึกษาจากข้อมูลของ Nobel Prize คือ ผู้ที่จะเสนอชื่อ Nobel Peace Prize ไม่จำเป็นต้องรอหนังสือเชิญจากคณะกรรมการโนเบล แต่ผู้เสนอชื่อต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น สมาชิกสภานิติบัญญัติ สมาชิกรัฐบาลหรือรัฐมนตรีของรัฐเอกราช ประมุขแห่งรัฐ นักวิชาการและศาสตราจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง อธิการบดีมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสันติภาพและนโยบายต่างประเทศ รวมถึงผู้ได้รับ Nobel Peace Prize ในอดีตและบุคคลในกลุ่มอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ของ Norwegian Nobel Committee โดยผู้เสนอชื่อสามารถเสนอชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ และโดยหลักแล้วต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 มกราคมของปีที่ต้องการเสนอชื่อ

นายณพลเดช กล่าวต่อว่า ในเชิงขั้นตอนการเสนอชื่อไม่ได้มีความซับซ้อนในทางธุรการมากนัก เพราะหัวใจสำคัญคือการที่ผู้เสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และสามารถอธิบายเหตุผลของการเสนอชื่อได้อย่างชัดเจน โดยผู้เสนอชื่อสามารถใช้กระบวนการเสนอชื่อที่กำหนดโดย Norwegian Nobel Committee จากนั้นคณะกรรมการจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณา คัดกรองและจัดทำรายชื่อที่ต้องศึกษาอย่างละเอียด ก่อนส่งให้ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพิจารณาผลงานในมิติต่าง ๆ และในท้ายที่สุดคณะกรรมการจะประชุมเพื่อลงมติเลือกผู้ได้รับรางวัล ซึ่งผลการตัดสินจะประกาศในเดือนตุลาคม และพิธีมอบ Nobel Peace Prize จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

นายณพลเดช กล่าวว่า ประเด็นที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “เสนอชื่ออย่างไร” แต่คือการมีข้อมูลที่ดีพอที่จะอธิบายให้คณะกรรมการซึ่งอยู่ในต่างประเทศเข้าใจว่า บุคคลหรือองค์กรที่ถูกเสนอชื่อได้สร้างคุณูปการต่อสันติภาพอย่างไร โดยแม้ Nobel Prize จะไม่ได้กำหนดรูปแบบ “แฟ้มเสนอชื่อ” หรือ Dossier เป็นมาตรฐานเฉพาะ แต่ในทางปฏิบัติผู้เสนอชื่อควรเตรียมข้อมูลประกอบให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ ทั้งประวัติ ผลงาน เหตุผลในการเสนอชื่อ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ความต่อเนื่องของการทำงาน ผลงานในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงหลักฐานหรือข้อมูลจากบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ผู้พิจารณาสามารถเห็นคุณค่าของผลงานได้โดยไม่ต้องอาศัยเพียงคำกล่าวอ้าง

“ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดคนทำงานเพื่อสันติภาพ เรามีนักวิชาการ ภาคประชาชน ผู้นำชุมชน บุคลากรทางศาสนา นักสิทธิมนุษยชน ผู้ทำงานด้านมนุษยธรรม และคนไทยอีกจำนวนมากที่ทำงานลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เราอาจยังขาดคือคนหรือกลไกที่ทำหน้าที่รวบรวมผลงานเหล่านั้น แล้วแปลงให้เป็นข้อมูลที่สามารถสื่อสารกับเวทีระดับนานาชาติได้” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดช กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการผลักดันบุคคลที่มีผลงานด้านสันติภาพเข้าสู่เวที Nobel สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกล่าวว่า “บุคคลนี้เป็นคนดี” หรือ “ทำงานเพื่อสันติภาพมานาน” แต่ต้องตอบให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า บุคคลนั้นทำอะไร ผลงานนั้นแก้ไขหรือบรรเทาความขัดแย้งอย่างไร เกิดผลกระทบต่อผู้คนจำนวนเท่าใด มีความต่อเนื่องเพียงใด มีการยอมรับในระดับนานาชาติหรือไม่ และสามารถเชื่อมโยงกับหลักการสันติภาพตามเจตนารมณ์ของ Nobel ได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้วการได้รับการเสนอชื่อไม่ได้หมายความว่าจะได้รับรางวัล และไม่ได้เป็นการรับรองอย่างเป็นทางการจาก Nobel Prize แต่อย่างใด

“เราต้องเปลี่ยนจากการชื่นชมกันเองในประเทศไทย ไปสู่การทำให้โลกเห็นว่า คนไทยคนหนึ่งหรือองค์กรไทยแห่งหนึ่งได้ทำอะไรให้กับมนุษยชาติ และสิ่งนั้นมีความหมายต่อสันติภาพของโลกอย่างไร ถ้าเรามีบุคคลที่มีผลงานจริง เราควรมีคนทำหน้าที่ค้นหา รวบรวม ตรวจสอบ และนำเสนอผลงานเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดช กล่าวอีกว่า จากการศึกษาเรื่องดังกล่าวทำให้เห็นโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานด้านสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง การลดความรุนแรง การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน หรือการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งควรได้รับการศึกษาผลงานอย่างจริงจังและประเมินตามหลักเกณฑ์สากล โดยไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครจะได้ Nobel” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ใครกำลังทำงานเพื่อสันติภาพอย่างมีคุณค่า และผลงานของเขาสมควรได้รับการนำเสนอให้โลกได้รับรู้หรือไม่”

นายณพลเดช กล่าวว่า การเยี่ยมชม Nobel Prize Museum ในกรุงสตอกโฮล์มครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ประวัติของผู้ได้รับรางวัลโนเบล แต่เป็นการตั้งคำถามกลับมาที่ประเทศไทยว่า เรามีบุคคลที่สร้างคุณูปการต่อสันติภาพและมนุษยชาติอีกจำนวนเท่าใดที่โลกยังไม่เคยรู้จัก และมีผลงานอีกมากเพียงใดที่ยังไม่ได้ถูกจัดระบบและนำเสนอในระดับนานาชาติ “บางครั้งคนที่มีคุณค่าไม่ได้ขาดผลงาน แต่ขาดคนที่จะช่วยรวบรวมผลงาน หลักฐาน และนำเสนออย่างถูกต้อง การเสนอชื่อ Nobel จึงไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย หากเรามีบุคคลที่มีผลงานด้านสันติภาพจริง ก็ควรมีระบบในการค้นหา รวบรวม ตรวจสอบ และนำเสนอผลงานเหล่านั้นเข้าสู่เวทีนานาชาติอย่างมืออาชีพ” นายณพลเดชกล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง