วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 01:40 น.

การเมือง

 “อนุทิน” แถลงผล ครม.สัญจรสงขลา เดินหน้า 4 Quick Win เศรษฐกิจ–สังคม–ความมั่นคง–รับมือภัยพิบัติ อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 วงเงิน 1.06 แสนล้าน

วันอังคาร ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

 “อนุทิน” แถลงผล ครม.สัญจรสงขลา เดินหน้า 4 Quick Win เศรษฐกิจ–สังคม–ความมั่นคง–รับมือภัยพิบัติ อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 วงเงิน 1.06 แสนล้านบาท  พร้อมปรับระบบเยียวยาภัยพิบัติเป็นประกันครัวเรือน คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ บ้านเสียหายสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิต 2 ล้านบาท เล็ง ครม.สัญจรรอบหน้า จ.อุดรธานี 

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569  ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ว่า ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านการค้า การลงทุน เกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำและผู้สนับสนุนการพัฒนา พร้อมให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการทางภาษี รวมถึงเร่งขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและสงขลา เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ที่ประชุมมอบหมายให้เร่งออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 กรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท พร้อมเร่งหารือกับมาเลเซียเพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทย ตลอดจนเพิ่มโอกาสประชาชนในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ

ส่วนด้านความมั่นคง รัฐบาลยืนยันแนวทางทำงานด้านความมั่นคงควบคู่การพัฒนา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้ในการรักษาความปลอดภัยและบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

ขณะที่การป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 142 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ รวมถึงระบบระบายน้ำในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนเห็นชอบการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียน

อีกหนึ่งมติสำคัญ คือการเห็นชอบในหลักการปรับระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเดิมที่ต้องรอเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่ระบบประกันภัยพิบัติระดับครัวเรือน ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

เบื้องต้นกำหนดวงเงินคุ้มครองที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี และกรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยสามารถจ่ายความช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน 15 วัน และส่วนเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน รัฐเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองรวมอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี

นายอนุทินระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือเร็วขึ้น และเพิ่มความคุ้มครองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันอาจช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐเมื่อเทียบกับระบบเยียวยาหลังเกิดภัยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางภาคใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ พร้อมให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเร่งศึกษาการต่อขยายเส้นทางจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อเชื่อมระบบรางภาคใต้ให้สมบูรณ์และเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาจะช่วยลดเวลาเดินทางระหว่างสงขลาและพัทลุงจากประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เหลือประมาณ 20 นาที ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่

นายอนุทินกล่าวว่า การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำคณะรัฐมนตรีมาประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาและข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง โดยเป้าหมายคือทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไป นายกรัฐมนตรีระบุว่า เบื้องต้นมีแนวคิดจะเดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาจเริ่มต้นที่ จ.อุดรธานี ก่อนขยายการประชุมไปยังภูมิภาคและกลุ่มจังหวัดอื่นทั่วประเทศต่อไป 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง