วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 15:36 น.

การเมือง

“จักรภพ” ชี้พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต้องสร้าง “ฝัน” ให้เยาวชน พร้อมวัดผลสู่อนาคตจริง จี้รัฐวิสาหกิจเลิกทำงานโดดเดี่ยว–เชื่อมทั้งห่วงโซ่เพื่ออนาคตประเทศ

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

เมื่อวันที่  11 กันยายน 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายการพิจารณางบประมาณ โดยเสนอปรับลดงบประมาณขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ลงร้อยละ 5 พร้อมย้ำว่า การเสนอปรับลดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าองค์กรไม่มีความสำคัญ ตรงกันข้าม พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนค้นพบว่าตนเอง “อยากทำอะไรและอยากเป็นอะไร” ในอนาคต

นายจักรภพ กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นช่องว่างคือการเชื่อมโยงระหว่างภารกิจของพิพิธภัณฑ์กับผลลัพธ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการวัดและติดตามผลว่า เยาวชนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รับแรงบันดาลใจจนต้องการเดินเข้าสู่เส้นทางนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรมมากน้อยเพียงใด รวมถึงในอนาคตจะสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างผลงานและการจดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตรได้หรือไม่

ดังนั้น อพวช. ควรพัฒนาระบบติดตามผลและประสานข้อมูลกับสถานศึกษา เพื่อให้แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไม่สิ้นสุดลงเมื่อเด็กเดินออกจากประตู แต่สามารถเชื่อมต่อไปสู่เส้นทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนแต่ละคนได้จริง

“การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการยอมให้มนุษย์คนหนึ่ง โดยเฉพาะเยาวชนคนหนึ่ง ได้เกิดฝัน ฝันที่แปลว่า Dream ไม่ใช่ฝันที่แปลว่า Fantasy แล้วเอาความฝันที่งดงามเหล่านี้มาเป็นความเชื่อ เป็นความศรัทธาในตัวเอง และกลายเป็นความศรัทธาในสังคมรอบข้าง ก่อนจะหาดวงดาวของตัวเองเพื่อเดินทางต่อไป” นายจักรภพ กล่าว

นายจักรภพ ระบุด้วยว่า แม้ประเทศไทยอาจเริ่มต้นเรื่องนี้ช้ากว่าหลายประเทศ แต่ยังไม่สาย เพราะทันทีที่เยาวชนมองเห็นคุณค่าของตนเอง มีความฝัน และเห็นเส้นทางชีวิตที่ต้องการเดินไป การลงทุนด้านการศึกษาหรือการพัฒนาคนในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือยาวนานกว่านั้น ก็จะเป็นการลงทุนที่สามารถมองเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายจักรภพยังกล่าวถึงการทำงานของรัฐวิสาหกิจอีก 2 แห่ง ได้แก่ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยเห็นว่า แม้ทั้งสองหน่วยงานจะมีภารกิจแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วอยู่ในกระบวนการและห่วงโซ่เดียวกัน ตั้งแต่การจัดการสินค้า ปริมาณและราคา ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและการตลาดให้แก่เกษตรกร

นายจักรภพจึงเสนอให้ทั้งสองหน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานกันมากขึ้น และระบบงบประมาณของประเทศควรสะท้อนให้เห็นการเชื่อมโยงทั้ง “ด้านการผลิต” และ “ด้านการขาย” หรือทั้งอุปทานและอุปสงค์ให้เป็นห่วงโซ่เดียวกัน แทนการจัดสรรงบประมาณและดำเนินภารกิจแบบแยกส่วน

“ปัญหาของประเทศไทยไม่เคยอยู่ที่การขาดคนเก่ง หรือขาดความคิดที่ดีงาม แต่ปัญหาอยู่ที่การเชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ คนคนเดียวมีประโยชน์น้อยลงหากไม่มีเครือข่าย การคิดเรื่องการตลาดหรือการผลิตก็มีประโยชน์ไม่มากนัก หากไม่คิดเป็นสายโซ่เดียวกัน”

นายจักรภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเสนอปรับลดงบประมาณ อพวช. ร้อยละ 5 จึงต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์สะท้อนว่า หน่วยงานของรัฐไม่ควรมองเฉพาะภารกิจของตนเองหรือยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า และสามารถ “ต่อสายโซ่” ไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้

“ท่านไม่ได้ยืนอยู่ลำพังโดดเดี่ยวเฉพาะภารกิจของท่าน ท่านเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ และภาพใหญ่นั้นก็คืออนาคตประเทศไทย” นายจักรภพ กล่าว

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง