วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569 18:19 น.

การเมือง

“สว.เปรมศักดิ์” ติงร่างกฎหมาย มทร.ธัญบุรีออกนอกระบบ ห่วงค่าเทอมและค่าธรรมเนียมเพิ่ม กระทบลูกหลานคนรายได้น้อย  

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

เมื่อวันที่  14 กันยายน 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญในการปรับสถานะจากมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อนออกนอกระบบ  โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร โดยเฉพาะลูกหลานครอบครัวรายได้น้อยซึ่งพึ่งพามหาวิทยาลัยของรัฐเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงการศึกษา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ปฏิเสธ “ความคล่องตัว” หรือการเปลี่ยนแปลง หากทำให้มหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพ นักศึกษาได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น และบุคลากรมีความมั่นคงมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดคือ เมื่อให้อิสระแก่มหาวิทยาลัยมากขึ้นแล้ว ได้สร้างหลักประกันให้ลูกหลานคนยากจนเพียงพอหรือยัง ความคล่องตัวหากไม่มีราวกันตก อาจกลายเป็นความคล่องตัวของผู้บริหาร แต่เป็นความหนักอึ้งของนักศึกษาและครอบครัว

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า มทร.ธัญบุรี มีรากฐานสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้เรียนสายอาชีพและประชาชนจำนวนมาก สำหรับครอบครัวฐานะดี มหาวิทยาลัยอาจเป็นเพียง “ทางเลือก” แต่สำหรับลูกชาวนา ลูกกรรมกร ลูกพ่อค้าแม่ค้า และครอบครัวมนุษย์เงินเดือนรายได้น้อย มหาวิทยาลัยของรัฐเช่นนี้อาจหมายถึง “ทางรอด” จึงต้องถามให้ชัดว่า หลังออกนอกระบบแล้ว เด็กยากจนยังสามารถเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยได้ง่ายเท่าเดิมหรือไม่

ทั้งนี้ แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดให้มหาวิทยาลัยส่งเสริมผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณกรณีรายได้ไม่เพียงพอ แต่ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็มีอำนาจในการกำหนดค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง และค่าบริการ รวมถึงบริหารรายได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น จึงต้องมีหลักประกันป้องกันไม่ให้ภาระสุดท้ายตกอยู่กับนักศึกษา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า “วันนี้จะขึ้นค่าเทอมหรือไม่” เพราะกฎหมายจะอยู่กับมหาวิทยาลัยอีกหลายสิบปี แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ในอนาคตใครมีอำนาจปรับขึ้นค่าใช้จ่าย และมีกำแพงใดป้องกันไม่ให้ค่าเทอมสูงเกินกำลังของครอบครัวรายได้น้อย อย่าให้คำว่า ‘ออกนอกระบบ’ กลายเป็นคำว่า ‘ออกนอกเอื้อม’ ของลูกหลานประชาชน”

อย่างไรก็ตาม การศึกษาไม่ใช่สินค้า และนักศึกษาไม่ใช่ลูกค้าที่จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มทุกครั้งเมื่อมหาวิทยาลัยมีปัญหารายได้ เพราะเงินเพิ่มเพียง 1,000 บาทอาจไม่มากสำหรับบางครอบครัว แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำอาจหมายถึงค่าแรงหลายวัน หรือเงินที่ต้องไปหยิบยืมมาเพื่อให้ลูกได้เรียนต่อ

สำหรับ ผลกระทบต่ออาจารย์และบุคลากร โดยเฉพาะความมั่นคงในการทำงาน การประเมินผลงาน การต่อสัญญา และความก้าวหน้าในวิชาชีพ หลังมหาวิทยาลัยมีอำนาจบริหารบุคลากรและกำหนดค่าตอบแทนได้คล่องตัวขึ้น ขอตั้งคำถามว่า “ความคล่องตัวของผู้บริหาร จะต้องแลกกับความไม่มั่นคงของคนทำงานหรือไม่”  หากอาจารย์ต้องกลัวผู้บริหาร นักวิชาการต้องกลัวการประเมิน และพนักงานต้องลุ้นการต่อสัญญา เสรีภาพทางวิชาการย่อมถูกตั้งคำถาม และอีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การกระจุกตัวของอำนาจ โดยเฉพาะการกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารและกระบวนการสรรหาอธิการบดี ซึ่งต้องมีความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้คัดค้านการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับผู้บริหารที่มีความสามารถ แต่ต้องไม่เกิดภาพ “ข้างบนค่าตอบแทนเพิ่ม ข้างล่างภาระเพิ่ม และสุดท้ายค่าใช้จ่ายไปตกอยู่ที่นักศึกษา” รวมถึงต้องป้องกันไม่ให้ระบบสรรหาผู้บริหารกลายเป็นเครือข่ายคนกลุ่มเดิมที่ผลัดกันสนับสนุนกันเอง จากระบบสรรหา อาจกลายเป็นระบบผลัดกันเกาหลัง จากธรรมาภิบาลอาจกลายเป็นธรรมาภิบาลเฉพาะพวก และจากมหาวิทยาลัยของประชาชน อาจกลายเป็นมหาวิทยาลัยของคนไม่กี่กลุ่ม

นพ.เปรมศักดิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมาธิการสร้าง “ราวกันตก” ให้ชัดเจน ทั้งการควบคุมค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียม มาตรการช่วยเหลือนักศึกษายากจน การเปิดเผยค่าตอบแทนผู้บริหาร กระบวนการสรรหาที่ตรวจสอบได้ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐควรหมายถึง “เป็นอิสระจากความล่าช้าของระบบราชการ” ไม่ใช่ “เป็นอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน”

"มหาวิทยาลัยของรัฐมีคุณค่าไม่ใช่เพราะตึกใหญ่ หรือผู้บริหารมีค่าตอบแทนสูง แต่เพราะยังเปิดประตูให้เด็กที่ไม่มีเงินมากพอสามารถเข้ามาเรียน และเดินออกไปพร้อมอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้ ถ้าวันใดคนจนเรียนไม่ได้ ต่อให้มหาวิทยาลัยบริหารคล่องตัวเพียงใด วันนั้นเราอาจบริหารสำเร็จในทางบัญชี แต่ล้มเหลวในหน้าที่ต่อสังคม” สว.เปรมศักดิ์กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง