วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569 15:59 น.

การเมือง

“สว.เศรณี” ผ่าปัญหาโคเนื้อไทยทั้งระบบ เกษตรกรกว่า 90% ยังเป็นรายย่อย ราคาขายตกต่ำ ซ้ำถูกเนื้อเถื่อนและโคนอกตีตลาด จี้รัฐบาลรื้อทั้งห่วงโซ่การผลิต

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569  ที่รัฐสภา นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายระหว่างการพิจารณารายงานการศึกษาเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์และพัฒนากลยุทธ์การตลาดโคเนื้อครบวงจรเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน” ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา โดยชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีโคเลี้ยงอยู่เกือบ 10 ล้านตัว และมีเกษตรกรผู้เลี้ยงมากกว่า 300,000 ราย แต่อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกลับยังติดหล่มปัญหาเดิมมานานหลายปี

นายเศรณี กล่าวว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคมากกว่า 90% ยังเป็นรายย่อย เลี้ยงตามบ้าน ไร่ และนา ทำให้การพัฒนาไปสู่ระบบการผลิตโคขุนคุณภาพยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องสายพันธุ์ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูง การขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงระบบขึ้นทะเบียนและการดูแลสุขภาพสัตว์ การพิจารณารายงานสำคัญเช่นนี้กลับไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรืออธิบดีกรมปศุสัตว์ มารับฟังด้วยตนเอง ทั้งที่ข้อเสนอหลายเรื่องสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้โดยตรง

นายเศรณี ตั้งคำถามถึงระบบตลาดโคเนื้อไทยว่า เหตุใดจึงไม่สามารถพัฒนาให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ทั้งที่เกษตรกรบางพื้นที่ขายโคคิดเป็นเนื้อได้เพียงกิโลกรัมละ 60-80 บาท แทนที่จะได้ราคาประมาณ 120 บาท ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันจากเนื้อนำเข้าราคาถูกและปัญหาเนื้อที่ลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย

“ประเทศไทยเลี้ยงโคขุนได้ แต่กลับไม่สามารถส่งไปขายจีนโดยตรง ทั้งที่จีนมีความต้องการจำนวนมากในแต่ละปี เรามีทั้งด่านกักกันสัตว์ คอกพักสัตว์ และเส้นทางขนส่งบริเวณเชียงราย แต่สุดท้ายโคไทยกลับต้องส่งผ่านลาวหรือเวียดนามก่อนเข้าสู่จีน” นายเศรณีกล่าว

สว.เศรณี ระบุว่า อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยเห็นว่าภาครัฐยังปราบปรามไม่เด็ดขาด จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่ต้องการหลักประกันว่าโคจากประเทศไทยจะปลอดจากสารต้องห้ามดังกล่าว แต่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ 

นอกจากนั้น อีกปัญหาคือโรคระบาดในสัตว์ ทั้งโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคลัมปีสกิน ซึ่งยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง นายเศรณีเห็นว่า ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณและการสนับสนุนด้านสุขาภิบาลสัตว์ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลโดยตรงต่อมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของโคไทยในตลาดต่างประเทศ

นายเศรณี ยังอภิปรายถึงปัญหาการนำเข้าโคจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการห้ามนำเข้าโคจากบางประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ แต่ยังมีความเสี่ยงที่โคจากประเทศเหล่านี้จะถูกลำเลียงผ่านเมียนมาและเข้าสู่ประเทศไทยตามแนวชายแดนหรือช่องทางธรรมชาติ หากการควบคุมไม่เข้มงวด ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่นำโรคระบาดเข้าสู่ประเทศ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และการสำแดงสินค้าผิดประเภท โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้มงวดเป็นครั้งคราวตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะสุดท้ายผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในประเทศ

“ถ้ารัฐบาลจริงใจ ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่พันธุ์โค อาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ การป้องกันโรค การควบคุมการนำเข้า ไปจนถึงตลาดและการส่งออก ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรสู้เพียงลำพัง” นายเศรณีกล่าว

นายเศรณี กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ และขอให้รัฐบาลนำผลการศึกษาไปดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับจากการเลี้ยงโคแบบรายย่อยไปสู่การผลิตโคขุนคุณภาพ ลดต้นทุน สร้างตลาดส่งออก และทำให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องเผชิญวงจร “ต้นทุนสูง-ราคาตก-ตลาดตัน” ซ้ำแล้วซ้ำอีก
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง