วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 20:43 น.

การเมือง

"สส.ศุภชัย" ย้ำ กกต. ต้องยึดพยานหลักฐานมากกว่ากระแสสังคม หวั่นปมเอกสารลับรั่วไหล ฝาก 5 ข้อสังเกตเร่งคดีกลุ่มอื่นให้เท่าเทียม

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ในสภาผู้แทนราษฎร นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของสภาในการตรวจสอบการทำงาน งบประมาณ และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระให้เป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าสภามีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ไม่มีอำนาจไปตัดสินคดีแทน กกต. หรือศาล ซึ่งแม้การพิจารณาคดีการเลือกตั้ง สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายน จะได้ข้อสรุปในระดับหนึ่งแล้ว แต่กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ กกต.
 
นายศุภชัย กล่าวสนับสนุนการอภิปรายของ นายภราดร ปริศนานันทกุล โดยระบุว่าเป็นการอภิปรายที่มีเหตุผล แม้ที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากข้อกล่าวหามานานถึง 2 ปี แต่ท้ายที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา สำหรับคดีการเลือกตั้ง สว. ที่ กกต. พิจารณาผู้ถูกร้อง 427 ราย และมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาพร้อมดำเนินคดีอาญา 77 ราย จากเอกสารสำนวนกว่า 75,722 หน้า พิจารณา 11 ครั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขนาดของสำนวนที่กระทบต่อสิทธิทางการเมือง จึงต้องใช้ความรอบคอบและยึดมั่นในพยานหลักฐานตามกฎหมาย ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมืองหรือกระแสสังคม
 
นายศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า ในการพิจารณากรณีดังกล่าว กกต. ต้องยึดกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่ระบุชัดเจนว่าต้อง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ไม่ใช่พิจารณาจากข้อกล่าวหา ข่าว กระแสสังคม หรือเอกสารที่แชร์ต่อกัน การใช้อำนาจจึงต้องตอบให้ได้ว่า เกิดเหตุจริงหรือไม่ บุคคลนั้นเกี่ยวข้องอย่างไร ที่มาของหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ โดยต้องแยกการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่ละประเด็นออกจากกัน ไม่นำข้อสงสัยหนึ่งมาสรุปอีกประเด็นหนึ่งโดยไม่มีหลักฐาน
หน้าที่สำคัญของ กกต. คือการกลั่นกรองและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งต่อทุกเรื่องโดยไม่ตรวจสอบ แต่ก็ไม่อาจยุติเรื่องโดยไร้เหตุผลได้ ส่วนความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นั้น เป็นเพียงผู้รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอความเห็น ไม่ใช่องค์กรชี้ขาด การที่ความเห็นในแต่ละขั้นตอนแตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติ จึงไม่ควรสรุปทันทีว่ามีการทุจริตหรือแทรกแซง สิ่งสำคัญคือทุกขั้นตอนต้องใช้หลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย สอบสวนครบถ้วน ให้โอกาสชี้แจง และใช้มาตรฐานเดียวกัน
 
นายศุภชัย ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานข่าววันที่ 16 กันยายน เรื่องที่มาและการทำงานของคณะกรรมการชุดที่ 26 รวมถึงความสัมพันธ์และการนำข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มาใช้ ซึ่ง กกต. ควรชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส รวมถึงประเด็นความน่าเชื่อถือของพยานที่มีการเปลี่ยนคำให้การ ตลอดจนหลักเกณฑ์และช่วงเวลาในการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ซึ่งต้องมีความชัดเจนและเข้มงวด เพื่อไม่ให้พยานถูกใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายผู้อื่น
.
นายศุภชัย ยังได้ตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของอีก 3 สำนวน ได้แก่ สำนวน สว. กลุ่มอิสระ, กลุ่มไอลอว์ และกลุ่มสีส้ม ซึ่งมีข้อกล่าวหาเรื่องการจัดเลี้ยง การทำโผ และเหตุการณ์ที่จูปีเตอร์หรือจิม ทอมป์สัน แต่กระบวนการกลับเป็นไปอย่างล่าช้า จึงขอให้ กกต. ดำเนินงานด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ปล่อยปละละเลย พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อกรณีเอกสารลับในสำนวนหลุดออกสู่สาธารณะและถูกนำไปใช้บิดเบือนทางการเมือง ซึ่ง กกต. ไม่ควรนิ่งเฉย แต่ต้องตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้เปิดเผยเอกสารอย่างจริงจัง
 
ในช่วงท้าย นายศุภชัย ยืนยันว่าไม่ได้อภิปรายเพื่อปกป้องบุคคลหรือพรรคการเมืองใด หากผิดก็ว่าไปตามผิด แต่เมื่อพยานหลักฐานไปไม่ถึง กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคทั้ง 8 คนก็ควรได้รับความเป็นธรรม พร้อมฝากข้อเสนอ 5 ประการแก่ กกต. ได้แก่ 
1. ชี้แจงที่มาและกระบวนการของชุดที่ 26 ให้ชัดเจน 
2. เปิดเผยหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นอย่าง DSI 3. ชี้แจงความคืบหน้าของอีก 
3. สำนวนให้มีมาตรฐานเดียวกัน 
4. ตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีเอกสารสำนวนรั่วไหล และ 
5. ยึดหลักพยานหลักฐานเป็นสำคัญ หากไม่เพียงพอให้ยุติเรื่องอย่างเป็นธรรม โดยขอให้ กกต. นำกรณีนี้เป็นบทเรียนในการสร้างมาตรฐานการทำงานที่สูงเพื่อความเชื่อมั่นของระบบเลือกตั้งทั้งระบบ
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง