วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569 04:11 น.

การเมือง

"ฤทธิรงค์" หนุนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ย้ำหัวใจกฎหมายยกระดับการดูแลประชาชน ชู 10 จุดเปลี่ยนสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 17  กันยายน 2569  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร   ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... โดย นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นอภิปรายว่า หัวใจของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มโทษให้ผู้กระทำความผิด แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญว่า เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้าน รัฐจะเข้าไปช่วยประชาชนได้เร็วแค่ไหน ผู้เสียหายจะปลอดภัยแค่ไหน และจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร
 
นายฤทธิรงค์ ชี้ว่า กฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งบังคับใช้มานานแล้ว โดยเอกสารประกอบร่างระบุว่าบทบัญญัติบางส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน การคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ถูกกระทำและบุคคลในครอบครัวยังขาดความชัดเจน รวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องมีกลไกที่ชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ร่างฉบับนี้ไม่ได้แก้เพียง 1 หรือ 2 มาตรา แต่กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ. 2550 เพื่อจัดระบบใหม่ทั้งฉบับ พร้อมกำหนดระยะเวลาเตรียมความพร้อม 180 วัน ก่อนมีผลบังคับใช้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างน้อย 10 เรื่อง
 
เรื่องที่ 1 จากยอมความได้ เป็นยอมความไม่ได้ กฎหมาย พ.ศ. 2550 กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ กำหนดว่า เป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ เรื่องนี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างคนสองคนในครอบครัว เพราะในหลายกรณี ผู้ถูกกระทำอาจอยู่ในภาวะพึ่งพาผู้กระทำ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย บุตร หรือความสัมพันธ์ภายในครอบครัว คำถามของรัฐจึงต้องไม่หยุดเพียงว่า คู่กรณีตกลงกันหรือยัง แต่ต้องถามต่อว่า ผู้เสียหายปลอดภัยจริงหรือเปล่า
 
เรื่องที่ 2 กฎหมายเดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนร่างกฎหมายฉบับใหม่ กำหนดโทษเป็น จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สะท้อนน้ำหนักของกฎหมายว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก หรือเรื่องภายในบ้านที่รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่เป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และศักดิ์ศรีของบุคคล
 
เรื่องที่ 3 มีเหตุเพิ่มโทษกรณีพิเศษ หากกระทำต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่ง และหากเป็นการกระทำผิดซ้ำกันภายใน 3 ปี ก็ให้เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเช่นกัน เป็นการแยกให้เห็นว่า ความรุนแรงบางลักษณะมีความเสี่ยงหรือมีผลกระทบมากกว่าปกติ โดยเฉพาะบุคคลเสียหายเมื่อเป็นเด็ก หรือผู้มีพฤติกรรมกระทำซ้ำ
 
เรื่องที่ 4 นิยามความรุนแรงกว้างและชัดขึ้น ไม่ได้หมายถึงแค่การตบตี หรือการทำร้ายร่างกาย แต่ครอบคลุมความผิดเกี่ยวกับเพศ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง การสร้างความกลัว การบังคับ หรือการใช้อำนาจครอบงำ รวมถึงการควบคุมบุคคลในครอบครัวอย่างไม่เป็นธรรม เพิ่มความชัดเจนเรื่องความรุนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดหรือบั่นทอนความสามารถของอีกฝ่ายในการประกอบอาชีพ หรือมีรายได้ได้อย่างอิสระ และเอกสารวิเคราะห์ร่างยังระบุถึงความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศให้ชัดขึ้น เปลี่ยนความเข้าใจว่า ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องมีบาดแผลให้เห็นเสมอไป
 
เรื่องที่ 5 ให้อำนาจเจ้าพนักงานดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวได้ ไม่ว่าจะมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษแล้วหรือไม่ หากมีเหตุอันควร ตั้งแต่ห้ามก่อเหตุซ้ำ ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามเข้าไปในบ้าน ที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของบุตร ให้ส่งมอบอาวุธ หรือกำหนดมาตรการอื่นเพื่อป้องกันอันตราย เป็นการเปลี่ยนปรัชญาจากการรอให้เกิดความผิด มาเป็นการให้อำนาจรัฐป้องกันเหตุซ้ำก่อนเกิดความเสียหายที่รุนแรงกว่าเดิม
 
เรื่องที่ 6 คำสั่งฉุกเฉินต้องถูกตรวจสอบโดยศาลภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน เมื่อเจ้าหน้าที่ออกมาตรการชั่วคราวตามร่างมาตรา 13 แล้ว ต้องเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้ศาลพิจารณาและไต่สวน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ของบุคคล จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบโดยศาลอย่างรวดเร็ว โดยยึดหลักคุ้มครองให้เร็ว แต่อำนาจต้องตรวจสอบได้
 
เรื่องที่ 7 เพิ่มผู้จัดการรายกรณี หรือผู้ประสานรายกรณี เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่ไม่รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุจะต้องไปโรงพยาบาล สถานีตำรวจ พม. ฝ่ายปกครอง หรือศาลก่อน โดยให้มีผู้รับผิดชอบและเชื่อมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนจะได้ไม่ต้องเดินประสานระบบราชการด้วยตัวเองในวันที่อยู่ในภาวะเสี่ยง แต่ให้รัฐประสานงานแทนประชาชน
 
เรื่องที่ 8 แม้ยอมความไม่ได้ แต่ก็ยังมีกระบวนการแก้ไขและฟื้นฟูภายใต้ศาล ไม่ได้หมายความว่าทุกคดีต้องเดินไปสู่การจำคุกเพียงอย่างเดียว ในร่างมาตรา 19 ถึงมาตรา 24 เปิดช่องให้ในคดีที่เข้าเงื่อนไข คู่กรณีทั้งสองฝ่ายร้องขอ และศาลเห็นสมควร จัดทำแผนแก้ไข ป้องกัน และใช้ความรุนแรงในครอบครัวได้ หากปฏิบัติตามแผนสำเร็จ ศาลจะพิจารณายุติการดำเนินคดีความตามความผิดในร่างมาตรา 6 ได้ แต่หากไม่ปฏิบัติตาม คดีจะกลับเข้าสู่การพิจารณาต่อ ซึ่งต่างจากการยอมความเอง เพราะเป็นกระบวนการฟื้นฟูภายใต้การกำกับของศาล
 
เรื่องที่ 9 เปลี่ยนจากต่างหน่วยต่างทำ มาสู่การบูรณาการพร้อมงบประมาณที่รองรับ กำหนดให้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างการบริหารงบประมาณและกรอบอบรมบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพราะหากหน่วยงานไม่มีคน ไม่มึงบ ไม่มีสถานที่ปลอดภัย ไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยาเพียงพอ ประชาชนก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจริง
 
เรื่องที่ 10 ปัจจุบันข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ร่างใหม่กำหนดให้ พม. มหาดไทย สาธารณสุข ตำรวจ ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ข้อมูลผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ ลักษณะเหตุ ปัจจัยกระตุ้น การช่วยเหลือ การออกคำสั่ง ไปจนถึงการกระทำซ้ำ และกำหนดให้มีระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยง แบ่งปันข้อมูล วิเคราะห์ ป้องกัน และแก้ปัญหาได้ในอนาคต
 
ทั้งนี้ นายฤทธิรงค์ ได้สรุปในตอนท้ายว่า เห็นควรให้รับหลักการ เพื่อพิจารณาต่อในร่างกฎหมายฉบับนี้
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง