วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 15:30 น.

การเมือง

“ดร.สุชาติ” ชงตัดงบมหาดไทย 2.3 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนภัยพิบัติรัฐ รับมือน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ–ทั่วประเทศ ชูป้องกันก่อนชดเชย

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

เสนอโยกงบประมาณรายจ่ายซ้ำซ้อนสมทบกองทุนบรรเทาสาธารณภัย ค้านใช้เงินแผ่นดินซื้อประกันเอกชนปีละ 1.5 หมื่นล้าน ชี้รัฐต้องเป็นหลักประกันให้ประชาชน พร้อมเร่งลงทุนระบบระบายน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้ประเด็นการบริหารงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง โดยเฉพาะแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้าและการชดเชยเยียวยาประชาชนหลังเกิดเหตุ

ทั้งนี้ ข้อเสนอของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ

เสนอปรับลดงบมหาดไทย 10% โยกช่วยภัยพิบัติ

ศ.สุชาติเสนอให้ปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยลงร้อยละ 10 หรือประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยพิจารณาตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รายจ่ายซ้ำซ้อน งบบริหารจัดการ และโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปเพิ่มศักยภาพด้านการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท

ข้อเสนอดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดเตรียมงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูอาชีพ การดูแลผู้ประสบภัย และการจัดหาเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ศ.สุชาติแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำงบประมาณแผ่นดินประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของงบกระทรวงมหาดไทย ไปซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งระบบเงินสำรองเพื่อบรรเทาสาธารณภัยของรัฐ ซึ่งสามารถสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตและตรวจสอบการใช้จ่ายได้

ชี้ภัยพิบัติวงกว้าง เอกชนรับความเสี่ยงพร้อมกันได้จำกัด

ศ.สุชาติให้เหตุผลว่า ภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินชดเชยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

พร้อมยกตัวอย่างบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 และกรณีประกันภัยแบบ “เจอจ่ายจบ” ซึ่งมีบริษัทประกันภัยล้มละลาย 4 แห่ง และมีภาระหนี้ค้างชำระประชาชนกว่า 42,000 ล้านบาท ก่อนที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

ศ.สุชาติจึงตั้งข้อสังเกตว่า การพึ่งพาบริษัทประกันภัยเอกชนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการรองรับภัยพิบัติระดับประเทศ โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อครัวเรือนจำนวนมากพร้อมกัน

เสนอสะสมเงินปีละ 1.5 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนภัยพิบัติของประชาชน

อีกประเด็นสำคัญที่ ศ.สุชาติหยิบยกขึ้นอภิปราย คือ การใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทเอกชนเป็นประจำทุกปี โดยเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ศ.สุชาติเสนอว่า หากรัฐบาลนำเงินประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อปี มาจัดตั้งเป็น “กองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย” และสะสมต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี จะมีเงินกองทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นทรัพย์สินของประชาชน และสามารถนำมาใช้รองรับความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การสะสมเงิน การเบิกจ่าย และการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงต้องกำหนดกลไกตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนจะถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์

ห่วงความโปร่งใส ค่านายหน้า และเงื่อนไขกรมธรรม์

ศ.สุชาติยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำงบประมาณจำนวนมากไปซื้อประกันภัยจากเอกชน โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสในการคัดเลือกบริษัทประกันภัย การประเมินความเสี่ยง ผลประโยชน์ทับซ้อน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสัญญา

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ส่งผลต่อการจ่ายค่าสินไหม เช่น การกำหนดระยะเวลาน้ำท่วมขังขั้นต่ำก่อนจึงจะได้รับเงินชดเชย

หากนำเงื่อนไขลักษณะดังกล่าวมาใช้กับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ประชาชนที่ได้รับความเสียหายอาจต้องเผชิญกับความล่าช้าในการตรวจสอบสิทธิหรือการพิจารณาค่าสินไหม ทั้งที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ศ.สุชาติเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรต้องรอให้บริษัทประกันภัยตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ก่อนจึงจะช่วยเหลือประชาชน หากระเบียบราชการเป็นอุปสรรคต่อการจ่ายเงินเยียวยา ก็ควรเร่งปรับปรุงให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และสอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติ

ย้ำรัฐบาลต้องเป็นหลักประกันสำคัญ รับมือภัยพิบัติระดับประเทศ

ศ.สุชาติระบุว่า ตามหลักการบริหารความเสี่ยง รัฐบาลมีศักยภาพในการกระจายความเสี่ยงได้มากกว่าภาคเอกชน เนื่องจากมีอำนาจจัดเก็บภาษี มีงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง เงินสำรอง และเครื่องมือทางการคลังอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้รองรับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในวงกว้างได้

โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัด ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ การเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้าจึงมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การใช้กลไกของรัฐในการรองรับความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องปฏิเสธการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนทั้งหมด แต่ควรพิจารณารูปแบบการจัดสรรความเสี่ยงให้เหมาะสม โปร่งใส และไม่สร้างภาระงบประมาณซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น

ชูหลัก “ป้องกันก่อนชดเชย” เร่งลงทุนระบบจัดการน้ำ

ข้อเสนอสำคัญอีกประการของ ศ.สุชาติ คือ การยึดหลัก “ป้องกันก่อนชดเชย” (Prevention Before Compensation) โดยเห็นว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณที่สามารถจัดสรรเพิ่มเติมได้ ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันภัยพิบัติ เพื่อลดความเสียหายก่อนที่จะเกิดเหตุ

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด แนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้ผ่านการพัฒนาระบบระบายน้ำ การปรับปรุงเขื่อนและประตูระบายน้ำ การจัดทำพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาระบบระบายน้ำเดิม การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสนอรัฐสภาตรวจสอบกองทุนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ศ.สุชาติเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งกองทุนหรือระบบเงินสำรองประกันภัยพิบัติของรัฐ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการอย่างชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐสภา รวมถึงพิจารณากลไกการสะสมงบประมาณที่เหลือใช้ข้ามปี เพื่อให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรองรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ในอนาคต

ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนแนวคิดการปรับเปลี่ยนการบริหารงบประมาณจากการเน้นจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนป้องกันความเสียหายและสร้างระบบเงินสำรองที่มีความต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่รวมถึงการวางระบบบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ และใช้เงินภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง