การเมือง
“ดร.สุชาติ” ชงตัดงบมหาดไทย 2.3 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนภัยพิบัติรัฐ รับมือน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ–ทั่วประเทศ ชูป้องกันก่อนชดเชย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เสนอโยกงบประมาณรายจ่ายซ้ำซ้อนสมทบกองทุนบรรเทาสาธารณภัย ค้านใช้เงินแผ่นดินซื้อประกันเอกชนปีละ 1.5 หมื่นล้าน ชี้รัฐต้องเป็นหลักประกันให้ประชาชน พร้อมเร่งลงทุนระบบระบายน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้ประเด็นการบริหารงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง โดยเฉพาะแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้าและการชดเชยเยียวยาประชาชนหลังเกิดเหตุ
ทั้งนี้ ข้อเสนอของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ
เสนอปรับลดงบมหาดไทย 10% โยกช่วยภัยพิบัติ
ศ.สุชาติเสนอให้ปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยลงร้อยละ 10 หรือประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยพิจารณาตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รายจ่ายซ้ำซ้อน งบบริหารจัดการ และโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปเพิ่มศักยภาพด้านการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท
ข้อเสนอดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดเตรียมงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูอาชีพ การดูแลผู้ประสบภัย และการจัดหาเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ศ.สุชาติแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำงบประมาณแผ่นดินประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของงบกระทรวงมหาดไทย ไปซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งระบบเงินสำรองเพื่อบรรเทาสาธารณภัยของรัฐ ซึ่งสามารถสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตและตรวจสอบการใช้จ่ายได้
ชี้ภัยพิบัติวงกว้าง เอกชนรับความเสี่ยงพร้อมกันได้จำกัด
ศ.สุชาติให้เหตุผลว่า ภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินชดเชยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พร้อมยกตัวอย่างบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 และกรณีประกันภัยแบบ “เจอจ่ายจบ” ซึ่งมีบริษัทประกันภัยล้มละลาย 4 แห่ง และมีภาระหนี้ค้างชำระประชาชนกว่า 42,000 ล้านบาท ก่อนที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา
ศ.สุชาติจึงตั้งข้อสังเกตว่า การพึ่งพาบริษัทประกันภัยเอกชนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการรองรับภัยพิบัติระดับประเทศ โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อครัวเรือนจำนวนมากพร้อมกัน
เสนอสะสมเงินปีละ 1.5 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนภัยพิบัติของประชาชน
อีกประเด็นสำคัญที่ ศ.สุชาติหยิบยกขึ้นอภิปราย คือ การใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทเอกชนเป็นประจำทุกปี โดยเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม
ศ.สุชาติเสนอว่า หากรัฐบาลนำเงินประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อปี มาจัดตั้งเป็น “กองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย” และสะสมต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี จะมีเงินกองทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นทรัพย์สินของประชาชน และสามารถนำมาใช้รองรับความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การสะสมเงิน การเบิกจ่าย และการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงต้องกำหนดกลไกตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนจะถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์
ห่วงความโปร่งใส ค่านายหน้า และเงื่อนไขกรมธรรม์
ศ.สุชาติยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำงบประมาณจำนวนมากไปซื้อประกันภัยจากเอกชน โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสในการคัดเลือกบริษัทประกันภัย การประเมินความเสี่ยง ผลประโยชน์ทับซ้อน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสัญญา
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ส่งผลต่อการจ่ายค่าสินไหม เช่น การกำหนดระยะเวลาน้ำท่วมขังขั้นต่ำก่อนจึงจะได้รับเงินชดเชย
หากนำเงื่อนไขลักษณะดังกล่าวมาใช้กับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ประชาชนที่ได้รับความเสียหายอาจต้องเผชิญกับความล่าช้าในการตรวจสอบสิทธิหรือการพิจารณาค่าสินไหม ทั้งที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ศ.สุชาติเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรต้องรอให้บริษัทประกันภัยตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ก่อนจึงจะช่วยเหลือประชาชน หากระเบียบราชการเป็นอุปสรรคต่อการจ่ายเงินเยียวยา ก็ควรเร่งปรับปรุงให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และสอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติ
ย้ำรัฐบาลต้องเป็นหลักประกันสำคัญ รับมือภัยพิบัติระดับประเทศ
ศ.สุชาติระบุว่า ตามหลักการบริหารความเสี่ยง รัฐบาลมีศักยภาพในการกระจายความเสี่ยงได้มากกว่าภาคเอกชน เนื่องจากมีอำนาจจัดเก็บภาษี มีงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง เงินสำรอง และเครื่องมือทางการคลังอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้รองรับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในวงกว้างได้
โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัด ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ การเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้าจึงมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การใช้กลไกของรัฐในการรองรับความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องปฏิเสธการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนทั้งหมด แต่ควรพิจารณารูปแบบการจัดสรรความเสี่ยงให้เหมาะสม โปร่งใส และไม่สร้างภาระงบประมาณซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
ชูหลัก “ป้องกันก่อนชดเชย” เร่งลงทุนระบบจัดการน้ำ
ข้อเสนอสำคัญอีกประการของ ศ.สุชาติ คือ การยึดหลัก “ป้องกันก่อนชดเชย” (Prevention Before Compensation) โดยเห็นว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณที่สามารถจัดสรรเพิ่มเติมได้ ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันภัยพิบัติ เพื่อลดความเสียหายก่อนที่จะเกิดเหตุ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด แนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้ผ่านการพัฒนาระบบระบายน้ำ การปรับปรุงเขื่อนและประตูระบายน้ำ การจัดทำพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาระบบระบายน้ำเดิม การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสนอรัฐสภาตรวจสอบกองทุนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ศ.สุชาติเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งกองทุนหรือระบบเงินสำรองประกันภัยพิบัติของรัฐ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการอย่างชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐสภา รวมถึงพิจารณากลไกการสะสมงบประมาณที่เหลือใช้ข้ามปี เพื่อให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรองรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ในอนาคต
ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนแนวคิดการปรับเปลี่ยนการบริหารงบประมาณจากการเน้นจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนป้องกันความเสียหายและสร้างระบบเงินสำรองที่มีความต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่รวมถึงการวางระบบบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ และใช้เงินภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- 5 ข่าวเด่นสำคัญในประเทศไทย ประจำเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 26 ก.ย. 2569
- จากสถานการณ์อุทกภัย สปส.แจ้งมติ กกต.เลื่อนวันเลือกตั้งบอร์ด สปส.ทั่วประเทศเป็นวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 26 ก.ย. 2569
- ปชป. ลุยน้ำท่วม ‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่คลองเตย ตั้งโรงครัวช่วย ปชช. แบ่งสาย รอง หน.พรรค ดูแลภาคกลาง-ตะวันออก ใกล้ชิด 26 ก.ย. 2569
- “กัญจนา” เปิดโรงพยาบาลช้างเชียงใหม่ หลังบริจาค 49 ล้านเมื่อปีที่แล้ว ปลื้มก่อสร้างเร็ว ทันระลึกถึง “น้องกันยา” ตามความตั้งใจ 26 ก.ย. 2569
- “สุริยะ ”ประชุมด่วนติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาใกล้ชิด ขณะที่กรมชลประทาน ปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 26 ก.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“สิริพงศ์” นำทีมกรมการขนส่งทางบกลงพื้นที่บรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม เปิดเส้นทางรถพิเศษ "อนุสาวรีย์ชัยฯ - รังสิต" พร้อมนำทีมผู้บริหาร ขบ. มอบอาหารหนุนศูนย์พักพิงเขตจตุจักร 21:19 น.- “ไชยชนก–มท.4” ติดตามสถานการณ์น้ำ กทม. เร่งระบาย–ช่วยประชาชน เสริมศูนย์พักพิงรับมือพื้นที่เสี่ยง 20:25 น.
- ‘ทรงศักดิ์’ รับฝนตกเกินคาด คลองเต็มระบายไม่ทัน กลับกลายเป็น “เอาไม่อยู่” เร่งสูบน้ำชั้นในลงทะเล ยันหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว 19:59 น.
- ปชป. ลุยน้ำท่วม ‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่คลองเตย ตั้งโรงครัวช่วย ปชช. แบ่งสาย รอง หน.พรรค ดูแลภาคกลาง-ตะวันออก ใกล้ชิด 19:23 น.
- "รมว.รุทธพล" ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย เผยสถานการณ์น้ำท่วมขังบริเวณรอบกลุ่มเรือนจำลาดยาว 19:20 น.



