วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 20:33 น.

การเมือง

สทนช. กำกับการบริหารเขื่อนที่มีน้ำมาก ปรับแผนระบายตามสถานการณ์ท้ายน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณงดระบาย 2 วัน ขณะที่เขื่อนขุนด่านปราการชลน้ำเต็มความจุ ต้องระบายวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

สทนช. กำกับการบริหารเขื่อนที่มีน้ำมาก ปรับแผนระบายตามสถานการณ์ท้ายน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณงดระบาย 2 วัน ขณะที่เขื่อนขุนด่านปราการชลน้ำเต็มความจุ ต้องระบายวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาคงการระบายไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก บางปะกง-ปราจีนบุรี และแม่กลอง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ร่วมกับนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์​ โดยกล่าว​ว่า ฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น รวมถึงเกิดมวลน้ำหลากบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่ง จึงต้องปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อประชาชน

เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี แม้มีปริมาณน้ำมาก แต่ยังมีช่องว่างรองรับน้ำได้อีกกว่า 500–700 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ฝนตกหนักสะสมบริเวณท้ายเขื่อนทำให้เกิดน้ำหลากลงสู่แม่น้ำแควน้อยและล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำ จึงมีแผนงดการระบายน้ำ 2 วัน ระหว่างวันที่ 27–28 ก.ย. เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนท่าทุ่งนา เพื่อชะลอมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ โดยเขื่อนท่าทุ่งนาปรับลดการระบายน้ำเหลือวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมสูบน้ำกลับเข้าสู่เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากล้นทางระบายน้ำล้น หรือ Spillway

ด้านเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาณน้ำเต็มความจุเก็บกัก จึงจำเป็นต้องระบายน้ำวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดใช้เวลาประมาณ 3–7 วัน เพื่อปรับระดับน้ำเข้าสู่เกณฑ์ควบคุม โดยประเมินว่า​ น้ำที่ระบายออกจากเขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในปัจจุบันมากนัก

ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 89% ของความจุเก็บกัก ยังคงการระบายน้ำไว้ที่วันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยชะลอมวลน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ส่วนเขื่อนแก่งกระจาน แม้ระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมเล็กน้อย แต่ปริมาณน้ำไหลเข้าเริ่มลดลงแล้ว

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านเริ่มลดลง ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,846 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจะคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ยังต้องพิจารณาปรับอัตราการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนต่อไป

ส่วนพื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวัง ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกบริเวณ จ.จันทบุรี มีมวลน้ำหลากจากตอนบนไหลมาสมทบแม่น้ำจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรีและเทศบาลเมืองจันทนิมิตมีแนวโน้มล้นตลิ่งเข้าท่วมในช่วง 1–2 วันนี้ ประกอบกับมวลน้ำจากแม่น้ำวังโตนดไหลเข้าสู่ อ.ท่าใหม่แล้ว

ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี บริเวณเหนือเขื่อนบางปะกงมีแนวโน้มน้ำล้นตลิ่งสูงขึ้นอีก 20–30 เซนติเมตร ช่วงวันที่ 29–30 ก.ย. บริเวณ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.คลองเขื่อน และ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

ด้านลุ่มน้ำแม่กลอง ระดับน้ำท้ายเขื่อนยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม

ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินสไลด์บริเวณ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายไพฑูรย์กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดว่ากลุ่มฝนในภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ขณะที่ช่วงวันที่ 28–29 ก.ย. แนวฝนจะเคลื่อนขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา ตาก และกำแพงเพชร

สทนช. กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนให้ทันเวลา โดยจะประเมินระยะทางและเวลาเดินทางของมวลน้ำ รวมถึงระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง