วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 14:18 น.

การเมือง

“ณพลเดช” ตั้งคำถาม ใครต้องรับผิดชอบ? สารพิษลุ่มน้ำแม่สายพุ่งสูง กระทบเกษตร–สุขภาพประชาชน จี้รัฐบาลไทยเดินหน้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงตรวจน้ำแล้วประกาศเตือน

วันจันทร์ ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

เมื่อวันที่  5 ตุลาคม 2569 จากกรณีมีรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายพบการปนเปื้อนสารโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สื่อท้องถิ่นในรัฐฉานรายงานว่าพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำแม่สายเกือบ 70,000 เฮกตาร์จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสาย สร้างความกังวลต่อเกษตรกรและประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่สังคมไทยต้องถามต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมีสารพิษหรือไม่” แต่ต้องถามให้ชัดว่า “ใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และประเทศไทยจะป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร”

“หากผลตรวจยืนยันว่ามีสารโลหะหนักเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมา ปัญหานี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเชียงราย แต่เป็นปัญหาความมั่นคงด้านน้ำ สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศ เพราะแม่น้ำไม่มีพรมแดน เมื่อสารปนเปื้อนไหลข้ามประเทศ ผลกระทบก็ข้ามพรมแดนตามไปด้วย”

นายณพลเดชกล่าวว่า ความรับผิดชอบควรถูกแยกออกเป็น 3 ระดับ

ระดับที่หนึ่ง ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ หากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สามารถระบุแหล่งกำเนิดสารปนเปื้อนและผู้ประกอบการหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ได้ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และนำไปสู่หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนไทยหรือเกษตรกรเป็นผู้แบกรับต้นทุนทั้งหมด

ระดับที่สอง รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบในการปกป้องประชาชน แม้ต้นเหตุจะอยู่นอกประเทศไทย แต่เมื่อผลกระทบเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องป้องกันอันตรายต่อประชาชน ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน พืชผล สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

ระดับที่สาม ต้องมีความรับผิดชอบร่วมระหว่างประเทศ เพราะแม่น้ำสายเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้เฉพาะมาตรการภายในประเทศไทยได้ รัฐบาลไทยต้องใช้กลไกทางการทูตและคณะทำงานร่วมไทย–เมียนมาเพื่อเข้าถึงพื้นที่ต้นเหตุ ตรวจสอบกิจกรรมเหมือง และกำหนดมาตรฐานการจัดการน้ำเสียร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้ไทยและเมียนมาได้มีการหารือและจัดตั้งกลไกคณะทำงานด้านวิชาการร่วมเพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามแดนแล้ว

นายณพลเดชเสนอว่า การแก้ไขควรดำเนินการเป็น “แผน 5 ขั้น”

1. ตรวจต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำพร้อมกัน เพื่อพิสูจน์เส้นทางการปนเปื้อนและระบุแหล่งกำเนิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

2. ตรวจสุขภาพประชาชนและเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประชาชนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสาย รวมถึงตรวจสารโลหะหนักในเลือด ปัสสาวะ และประเมินผลกระทบระยะยาว

3. ตรวจดินและผลผลิตทางการเกษตร ไม่ใช่ตรวจเฉพาะน้ำ เพราะหากสารโลหะหนักสะสมในดินหรือพืช ผลกระทบอาจดำเนินต่อไปแม้คุณภาพน้ำจะดีขึ้นแล้ว

4. จัดกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หากพบว่าแหล่งน้ำหรือพื้นที่เกษตรไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ต้องมีระบบชดเชยรายได้ ค่าตรวจสุขภาพ ค่าเก็บตัวอย่าง และความเสียหายต่อผลผลิตอย่างชัดเจน

5. เจรจาแก้ที่ต้นเหตุในฝั่งเมียนมา โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และหากพบว่ากิจกรรมเหมืองเป็นต้นเหตุ ต้องผลักดันให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการกากแร่ และการฟื้นฟูพื้นที่เหมือง ไม่ใช่เพียงรอให้น้ำเสียไหลเข้าสู่ประเทศไทยแล้วจึงตรวจวัด

ทั้งนี้ ปัญหามลพิษข้ามแดนในภาคเหนือมีข้อมูลสะสมมากขึ้น โดยมีรายงานการตรวจพบสารหนูและโลหะหนักในลำน้ำหลายสาย และมีข้อกล่าวหาว่ากิจกรรมเหมืองแร่ที่ไม่ได้รับการควบคุมในรัฐฉานเป็นหนึ่งในแหล่งที่มาของมลพิษ

“วันนี้เราไม่ควรคิดเพียงว่า จะทำอย่างไรให้น้ำกลับมาใส แต่ต้องถามว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เกษตรกรมั่นใจว่าข้าวและพืชผลของตัวเองปลอดภัย และประเทศไทยสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก”

นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุด้วยการเก็บตัวอย่างน้ำและประกาศเตือนประชาชน แต่ไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดและหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นน้ำได้ ปัญหาจะไม่มีวันจบ และต้นทุนทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนไทย

“เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของแม่น้ำสาย แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลไทยจะปกป้องประชาชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนได้จริงหรือไม่ และท้ายที่สุดต้องตอบให้ได้ว่า ใครก่อ ใครต้องรับผิดชอบ และรัฐจะเยียวยาประชาชนอย่างไร”

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง