วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569 00:12 น.

การเมือง

"สทนช." เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคใต้ช่วงวันที่ 24–26 ตุลาคม เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มใน 10 จังหวัด

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

"สทนช." เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคใต้ช่วงวันที่ 24–26 ตุลาคม เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มใน 10 จังหวัด หลังนราธิวาสมีฝนตกสูงสุด 123 มิลลิเมตร พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำและปรับแผนบริหารจัดการเขื่อน 

 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569   นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2569 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินว่า ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 22–23 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และช่วงวันที่ 24–26 ตุลาคม ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ส่วนพายุจำปีที่กำลังเคลื่อนตัวไปทางไต้หวัน ไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง

ทั้งนี้รายงานสถานการณ์น้ำของ สทนช. วันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. พบว่า จังหวัดนราธิวาสมีปริมาณฝนสูงสุดของประเทศ 123 มิลลิเมตร รองลงมาคือจังหวัดจันทบุรี 45 มิลลิเมตร สะท้อนถึงปริมาณฝนที่ตกหนักในบางพื้นที่ ขณะที่ภาคใต้ยังมีแนวโน้มฝนตกต่อเนื่องในระยะต่อไป

สทนช. จึงออกประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำช่วงวันที่ 23–26 ตุลาคม ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา และนราธิวาส โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม รวมถึงเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำตาปีและแม่น้ำพุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม่น้ำตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตลอดจนแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส

สำหรับมาตรการรับมือ สทนช. กำชับกรมชลประทานตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรในพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน 100% พร้อมประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนระบายน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนในภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุเก็บกัก ให้เตรียมพร่องน้ำล่วงหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำไหลเข้า โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนควบคู่กัน

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 66,822 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 83% ของความจุเก็บกัก และมีปริมาณน้ำใช้การ 42,694 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% โดยข้อมูลรายภาค ณ วันที่ 19 ตุลาคม พบว่า ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อเทียบกับความจุเก็บกัก อยู่ที่ 97% รองลงมาคือภาคตะวันออก 89% ขณะที่ภาคใต้มีปริมาณน้ำ 69% ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล

ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุเก็บกัก ได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเพื่อบริหารพื้นที่รองรับน้ำ แม้คาดว่าจะมีฝนตกเพิ่มเติมไม่มากนัก โดยประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในลำน้ำสาขาด้านท้ายเขื่อนมีแนวโน้มลดลง

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยกรมชลประทานอยู่ระหว่างทยอยระบายน้ำออกจากพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำ ส่วนลุ่มน้ำท่าจีนได้ปรับลดปริมาณการระบายน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขัง รวมถึงลดการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ เพื่อรักษาระดับน้ำสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล

ขณะเดียวกัน สทนช. ได้ประสานหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี ปราจีนบุรี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยกรมชลประทานผันน้ำดีเข้าเจือจางและผลักดันน้ำเสีย พร้อมเร่งจัดเก็บผักตบชวาหน้าประตูระบายน้ำ และปรับวิธีบริหารประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันตะกอนเน่าเสียไหลลงสู่ลำน้ำสายหลัก ส่วนกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ขณะที่กรมควบคุมมลพิษตรวจวัดคุณภาพน้ำ ตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และวางมาตรการป้องกันคราบน้ำมันแพร่กระจายสู่พื้นที่ท้ายน้ำ

นายชยันต์กล่าวว่า สทนช. จะติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานและจังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลาง ควบคู่กับการเตรียมรับมือฝนตกหนักในภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง