วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569 03:10 น.

การเมือง

"รัดเกล้า" จี้ รื้อฐานรากการศึกษาไทย ชี้หลงทางแก้แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง วอนวางเสาเข็ม "สร้างคน-จิตสำนึกร่วม" แบบสวีเดน-ญี่ปุ่น-เกาหลี ดันโรงเรียนเป็นนิติบุคคล

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 21.11 น.

เตือนอย่ามัวแก้แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ชี้ต้องวางเสาเข็มด้านคุณค่าและจิตสำนึกร่วม เรียนรู้บทเรียนญี่ปุ่น-สวีเดน-เกาหลีใต้ ควบคู่กระจายอำนาจให้โรงเรียนบริหารคนและงบประมาณได้จริง 

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569   นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเวทีเสวนา “รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย” ในงาน Matichon Forum 2026: Thailand Education Next for All พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) โดยเสนอว่า หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ใช่เพียงการปรับหลักสูตรหรือรื้อโครงสร้างหน่วยงาน แต่ต้องเริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยต้องการสร้างคนแบบไหน และจะทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกัน ก่อนแปลงเป้าหมายนั้นให้เป็นระบบการศึกษาที่ปฏิบัติได้จริง

นางรัดเกล้า ระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และคะแนน PISA ที่ยังไม่น่าพอใจ เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข แต่หากการปฏิรูปยังมุ่งแก้เฉพาะปัญหาที่มองเห็น โดยไม่ทบทวนรากฐานทางความคิดและค่านิยมที่หล่อหลอมระบบ การแก้ปัญหาก็อาจวนกลับมาที่เดิม แม้จะปรับหลักสูตร เปลี่ยนโครงสร้าง หรือแก้ไขกฎหมายมาแล้วหลายครั้ง

“เราต้องไม่ติดอยู่กับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือมัวแต่แก้ยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ต้องลงไปให้ถึงรากฐานของปัญหา คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเราจะทำอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้ หรือทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น แต่คือเราต้องการสร้างคนไทยให้มีคุณลักษณะอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกัน” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้านำกรอบวิเคราะห์อนาคตศาสตร์ Causal Layered Analysis (CLA) หรือการวิเคราะห์ปัญหาเชิงชั้น มาอธิบายผ่านแนวคิดภูเขาน้ำแข็ง 4 ระดับ ได้แก่ ปัญหาที่ปรากฏให้เห็น (Litany) โครงสร้างและระบบที่ก่อให้เกิดปัญหา (Systemic Causes) โลกทัศน์หรือกรอบความคิดที่รองรับระบบ (Worldview/Discourse) และความเชื่อหรือภาพแทนทางสังคมที่ฝังรากลึก (Myth/Metaphor)

นางรัดเกล้า เห็นว่า การถกเถียงเรื่องการศึกษาไทยมักให้น้ำหนักกับปัญหาที่มองเห็นและการปรับโครงสร้างระบบเป็นหลัก ขณะที่คำถามระดับลึกเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษา โลกทัศน์ และค่านิยมร่วมของสังคมยังไม่ได้รับความสนใจอย่างเพียงพอ หากประเทศไทยยังไม่มีคำตอบร่วมกันว่าอยากสร้างพลเมืองที่มีคุณลักษณะอย่างไร ผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายก็อาจดำเนินงานไปคนละทิศทาง แม้จะมีเจตนาดีและพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ก็ตาม

นางรัดเกล้าเสนอว่า การปฏิรูปจึงต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายร่วมให้ชัดเจน ก่อนออกแบบกฎหมาย หลักสูตร ระบบบริหาร และการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกัน โดยยกตัวอย่าง บทเรียนจากญี่ปุ่น-สวีเดน-เกาหลีใต้ ที่เน้นสร้างพลเมืองปลูกฝังคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาความรู้และทักษะของผู้เรียน ทุกเพศ ทุกวัย

ประเทศญี่ปุ่นมี Fundamental Law of Education หรือกฎหมายพื้นฐานทางการศึกษา ซึ่งกำหนดหลักการและเป้าหมายของการศึกษา รวมถึงการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพวัฒนธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ ขณะที่สวีเดนมีแนวคิด “ลากอม” (Lagom) ซึ่งสื่อถึงความพอดีและความสมดุล สะท้อนความสำคัญของการอยู่ร่วมกันและการคำนึงถึงส่วนรวม ส่วนเกาหลีใต้มีแนวคิด “ฮงอิกอินกึน” (Hongik Ingan) ซึ่งมุ่งทำประโยชน์แก่มนุษยชาติและส่วนรวม

บทเรียนสำคัญจากตัวอย่างเหล่านี้ คือการศึกษาต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำ แต่ต้องมีบทบาทในการสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตสำนึกสาธารณะ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ทั้งนี้ การนำแนวคิดจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ต้องคำนึงถึงบริบทและรากฐานของสังคมไทยด้วย

ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายและปรัชญาการศึกษา นางรัดเกล้าเสนอให้ผลักดันการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้โรงเรียนมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” พร้อมอำนาจและทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ ภายใต้กรอบมาตรฐาน ความโปร่งใส และระบบตรวจสอบที่เหมาะสม

ข้อเสนอนี้ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่

1. การบริหารบุคลากร เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถสรรหาผู้มีความรู้และความสามารถจากหลากหลายสาขา รวมถึงผู้มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาชุมชน เข้ามาร่วมบริหารหรือพัฒนาสถานศึกษา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างนวัตกรรมให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่

2. งบประมาณและโภชนาการเด็ก เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณ เปิดทางให้โรงเรียนร่วมมือกับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นเพื่อจัดหาวัตถุดิบอาหารกลางวันที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพราะโภชนาการเป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็ก

3. การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดระบบรถรับส่งนักเรียนระดับอำเภอ เพื่อช่วยให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงสถานศึกษาที่มีความพร้อมมากขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย และความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

นางรัดเกล้าย้ำว่า การกระจายอำนาจต้องไม่ใช่เพียงการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางไปยังโรงเรียน แต่ต้องมอบอำนาจในการตัดสินใจควบคู่กับทรัพยากร บุคลากร และความรับผิดชอบที่สอดคล้องกัน เพื่อให้โรงเรียนสามารถออกแบบการจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและชุมชนได้จริง

นางรัดเกล้าย้ำให้ใช้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ วางเสาเข็มอนาคตประเทศ และให้เห็นว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาไทยในระยะยาว โดยกฎหมายต้องไม่มุ่งเพียงกำหนดโครงสร้างหน่วยงานหรือกลไกการบริหาร แต่ต้องช่วยกำหนดทิศทางร่วมกันว่า ประเทศไทยต้องการสร้างผู้เรียนและพลเมืองที่มีคุณลักษณะอย่างไร พร้อมสร้างระบบที่เอื้อให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นได้จริง

“การศึกษาต้องเป็นมากกว่าแค่การสร้างเด็กให้มีความรู้และออกไปมีงานทำ แต่ต้องเป็นการสร้างคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เราต้องตอบให้ได้ว่าอยากเห็นคนในประเทศมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วจึงออกแบบหลักสูตร ระบบบริหาร บุคลากร และงบประมาณให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

“หากเราไม่สามารถวางเสาเข็มและกำหนดคุณค่าร่วมได้ ต่อให้แก้กฎหมายหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างอีกกี่ครั้ง การศึกษาไทยก็เสี่ยงที่จะวนกลับไปเผชิญปัญหาเดิม สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบ แต่ต้องสร้างเป้าหมายร่วมให้ทุกคนช่วยกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า” นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เวทีเสวนาเกี่ยวกับอนาคตการศึกษาไทยและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และรายการ V-Space เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่นำไปปฏิบัติได้จริง และสร้างระบบการศึกษาที่พัฒนาคนไทยได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง