วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569 16:55 น.

การเมือง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4  พิพากษาจำคุก “ทนายตั้ม – ช่อฉัตร” หมิ่นประมาท เหลือคนละ 1 ปี  ไม่รอลงอาญา 

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ศาลอุทธรณ์ภาค 4  พิพากษายืนโทษจำคุก  “ทนายตั้ม–ช่อฉัตร” หมิ่นประมาท แต่เหลือคนละ 1 ปี ชดใช้ 2 แสนบาท  ไม่รอลงอาญา  ชี้ให้ข่าวเพื่อหวังผลทางคดี ไม่คำนึงถึงผลกระทบ เผยเป็นคดีต้องห้ามฎีกา 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดนครพนม  จังหวัดนครพนม  ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคดีที่  ผศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล ,นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” กับ น.ส.ช่อฉัตร โตชูวงศ์ นักธุรกิจน้ำยางพารา เป็นจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย

โดยคำฟ้องระบุสรุปว่า จำเลยทั้งสองแถลงข่าวด้วยเนื่อหามีข้อความอันเป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง อันส่งผลให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจผิด จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รวมถึงส่งผลกระทบเเละเกิดความเสียหาย 

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือพิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จากเดิมคนละ 2 ปี เหลือคนละ 1 ปี แต่ยังคงไม่รอการลงโทษ

โดยศาลให้เหตุผลโทษจำคุกคนละ 2 ปี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในส่วนที่จำเลยขอรอการลงโทษ ศาลระบุเหตุผลว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พฤติการณ์การให้ข่าวเพื่อหวังผลในทางคดี โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรง ในส่วนเงินจำนวน 30,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณารอการลงโทษจำคุกจึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้น พิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน   

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับภายหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิด และไม่มีการเยียวยาบรรเทาความเสียหายให้โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจท์ที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจําเลยไม่เกินกําหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้จึงเข้าข่ายเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นเเต่ จะมีการยื่นขออนุญาตฎีกาจากผู้พิพากษาที่พิจารณาตัดสินคดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากศาลอนุญาตให้ฎีกา คดีก็จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ส่วนหากศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีจะสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์และถูกนำตัวไปบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ต้องห้ามฎีกาสำหรับปัญหาข้อกฎหมาย

แต่ในชั้นนี้จำเลยยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างขออนุญาตฎีกา ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าพิจารณาอนุญาตหรือไม่ต่อไป

ล่าสุด หลังจากศาล มีคำพิพากษา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ ว่า มานครพนมเพื่อฟังคำพิพากษา ศาลให้ 1 ปี แต่ผมติดมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน… เจ้าหน้าที่บอกไม่ต้องเข้าครับ ลูกค้ามีแต้มสะสมเกิน ก็เลยมากราบพระธาตุพนมที่ให้ลูกแคล้วคลาดปลอดภัย กำลังเดินทางกลับแล้วครับทุกคน
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง