วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 19:18 น.

การเมือง

เครือข่ายเยาวชน-ภาคประชาสังคมอีสานบุก ครม.สัญจร  ยื่นหนังสือถึงอนุทิน ขอถอน-ไม่รับรองร่าง พ.ร.บ. 4 กองทุน

วันอังคาร ที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569, 12.22 น.

เครือข่ายเยาวชน-ภาคประชาสังคมอีสานบุก ครม.สัญจร  ยื่นหนังสือถึงอนุทิน ขอถอน-ไม่รับรองร่าง พ.ร.บ. 4 กองทุน ชี้ภาษีเฉพาะสำคัญต่องานสร้างเสริมสุขภาพที่จำเป็นต้องต่อเนื่อง  ชงปฏิรูปทุกกองทุนให้เยาวชน-ชุมชนเข้าถึงได้และลดเงื่อนไข โดยไม่ต้องแก้กฎหมายทำลายที่มาของกองทุน  

 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569  ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี  เครือข่ายเยาวชนและภาค ประชาสังคม ภาคอีสาน ประกอบด้วย สภาเด็กและเยาวชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมเพื่อพัฒนาประชาคมเสริมสร้างสุขภาวะอีสาน เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน  เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน แกนนำเยาวชน YSDN ภาคอีสานตอนบน  สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย  ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว สกลนคร เครือข่ายนักศึกษาสร้างเสริมสุขภาพ ภาคอีสาน  กลุ่มเยาวชน Freedom Team   ศูนย์การเรียนรู้คนรุ่นใหม่เพื่อการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี  เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้ทันภัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (UN-ALC) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เป็นต้น นำโดยนายธนภัทร  แสงหิรัญ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และนายศุภฤกษ์  ต่อพันธุ์ นายกสมาคมเพื่อพัฒนาประชาคมเสริมสร้างสุขภาวะอีสาน เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เพื่อแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อรัฐบาล กรณีร่างแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุน ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มีสาระสำคัญให้ยกเลิกระบบการจัดสรรรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) และเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี


 
นายศุภฤกษ์  ต่อพันธุ์  กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนขอคัดค้านการยกเลิกระบบภาษีจัดสรรเฉพาะของกองทุนทั้ง 4 แห่ง เพราะการคงระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ คือหลักประกันการลงทุนเพื่ออนาคตของเด็ก เยาวชน และสังคม  หลักการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากสุราและยาสูบเพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาสุขภาพและสังคม ตั้งอยู่บนแนวคิดให้ผู้ก่อผลกระทบทางสุขภาพและสังคมมีส่วนรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หรือหลักการ “ผู้ก่อปัญหาเป็นผู้จ่าย” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการนำทรัพยากรกลับคืนสู่สังคม  ระบบดังกล่าวมิใช่เพียงกลไกทางการคลัง แต่เป็นหลักประกันให้การดำเนินงานด้านสุขภาวะ การป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง การพัฒนากีฬา การสื่อสารสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และวางแผนระยะยาวได้  สำหรับเด็กและเยาวชน การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหามีความสำคัญไม่น้อยกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด การพนัน อุบัติเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตัดความต่อเนื่องของทรัพยากรจึงอาจส่งผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่

“การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของกองทุนต้องมีการศึกษาผลกระทบและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน  แม้ฝ่ายผู้เสนอแก้ไขกฎหมายจะอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลัง แต่การเปลี่ยนแปลงระบบรายได้ของกองทุนที่มีภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ การประเมินผลกระทบ และหลักประกันที่ชัดเจนว่าจะไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุน   ทั้งนี้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 82 มีบทบัญญัติรองรับการดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว จึงควรพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ มิใช่นำเหตุผลด้านวินัยการคลังมาเป็นข้อสรุปโดยปราศจากการศึกษาทางเลือกอื่น  เราเห็นว่า การปฏิรูปการบริหารจัดการกองทุนสามารถดำเนินการควบคู่กับการรักษาระบบรายได้เดิมได้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของภารกิจระยะยาว  

“ที่สำคัญต้องรักษาความเป็นอิสระของกองทุนจากการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ  การจัดสรรรายได้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะช่วยให้หน่วยงานสาธารณะสามารถวางแผนและขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานที่ต้องเผชิญกับอิทธิพลของปัจจัยเชิงพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) เช่น การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ กองทุนสาธารณะต้องเป็นโอกาสของเยาวชนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐ  เครือข่ายเยาวชนเห็นว่า จุดแข็งสำคัญของกลไกการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เครือข่ายชุมชน สถานศึกษา และกลุ่มเยาวชนสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านโครงการ กิจกรรม และความร่วมมือในระดับพื้นที่   กลไกดังกล่าวทำให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากนโยบาย แต่สามารถเป็นผู้คิดริเริ่ม ออกแบบ ดำเนินกิจกรรม และร่วมประเมินผลการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง” นายศุภฤกษ์ กล่าว
 
ด้านนายธนภัทร์  แสงหิรัญ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนอยากให้รัฐบาลและทุกกองทุนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พัฒนาระบบการสนับสนุนที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนในระบบการศึกษา เยาวชนนอกระบบการศึกษา สภาเด็กและเยาวชน ชมรมกีฬา กลุ่มอาสาสมัคร และองค์กรเยาวชนภาคประชาชน สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรม  โดยควรมีช่องทางสนับสนุนโครงการขนาดเล็กและระดับชุมชน ลดข้อจำกัดด้านสถานะนิติบุคคลและขั้นตอนเอกสารที่ไม่จำเป็น จัดให้มีหน่วยงานพี่เลี้ยง และส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายและติดตามประเมินผล ทั้งนี้ต้องมีระบบตรวจสอบการใช้จ่ายที่เหมาะสมและโปร่งใส

“เครือข่ายมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 1. ขอให้นายกรัฐมนตรี ไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และขอให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมเสนอ ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ  ที่มีสาระสำคัญในการยกเลิกระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ โดยคงหลักการและแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องสำหรับการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ  2. ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงกองทุนสาธารณะของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา และองค์กรภาคประชาชน สามารถเสนอโครงการและรับการสนับสนุนตามภารกิจของแต่ละกองทุนได้อย่างทั่วถึง  3. ขอให้ทุกกองทุนที่รัฐกำกับดูแล ศึกษาและประยุกต์ใช้แนวทางการสนับสนุนภาคีเครือข่ายของ สสส. ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและองค์กรภาคประชาชนมีบทบาทในการขับเคลื่อนงาน โดยพัฒนากลไกทุนสำหรับเยาวชน การเสริมศักยภาพ และระบบพี่เลี้ยงที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ 4.  ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้แทนเยาวชนในกระบวนการกำหนดนโยบาย ออกแบบมาตรการ ติดตาม และประเมินผลการใช้ทรัพยากรสาธารณะ เพื่อให้การดำเนินงานตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง  และ 5.  ขอให้ยกระดับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลของทุกกองทุน โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม” นายธนภัทร กล่าว

นายธนภัทร กล่าวต่อว่า กลุ่ม องค์กร เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคอีสานขอยืนยันว่า การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มิใช่การปฏิเสธการปฏิรูปหรือการตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะ หากแต่เป็นการเรียกร้องให้การปฏิรูปตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นอนาคต  
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง