วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 12:20 น.

อสังหา

แสนสิริเปิดพอร์ต กำ Cash Flow ในมือ1หมื่นล้านดันสภาพคล่องสูง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 14.38 น.

แสนสิริเปิดพอร์ต กำ Cash Flow ในมือ1หมื่นล้านดันสภาพคล่องสูง

 

แสนสิริเผยเบื้องหลังฝ่าวิกฤตโควิด-19 สู่การเป็นองค์กรที่มีสภาพคล่องสูง กำ Cash Flow เงินหมุนเวียนในบริษัทถึง 10,000 ล้านบาทพร้อมปูพรมสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงินระยะยาว เตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคตด้วยการออก Perpetual Bond 2,500 ล้านบาท เตรียมลั่นไกเมื่อตลาดพร้อม พร้อม Warrant ที่มีสิทธิการ Exercise ภายใน 5 ปีเตรียมขออนุมัติผู้ถือหุ้น 24 กรกฎาคม 2563 เผยมีกลุ่มทุนฮ่องกงให้ความสนใจใน Perpetual Bond แล้วเผยมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่ดี จากความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เล็งเห็นศักยภาพในการรักษาการเติบโตได้จึงมีการพิจารณาแผนความแข็งแกร่งด้านการเงินในระยะยาว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแสนสิริในการเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งภายใต้ทุกสภาวการณ์  ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาสแรก 63 มีรายได้รวม 6,623 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายเติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 5,383 ล้านบาท และทำผลงานการโอนได้ดีทั้งแนวราบและแนวสูงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ 59 : 41 %เผยรับรู้กำไรจากการลงทุนอีกกว่า 703 ล้านบาท จากการเพิ่มมูลค่าของ JustCo ที่แสนสิริเข้าไปลงทุนถือหุ้น โดยจะบันทึกในกำไรสะสมตามมาตรฐานบัญชีใหม่

นายอภิชาติ  จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แสนสิริมียอดขายล่าสุดอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งนำหน้าคู่แข่งในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19ยังทำให้แสนสิริต้องเร่งการขายโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ให้เร็วกว่าแผนเดิม เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด (Speed to Market) ส่งผลให้มียอดขายและยอดโอนที่ดี สวนกระแสตลาดหดตัวรวมถึงบริษัทยังมีสภาพคล่องและ Cash flow หรือกระแสเงินสด อีกถึง 10,000 ล้านบาท ที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์

ทั้งนี้ความสำเร็จจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเล็งเห็นศักยภาพในการรักษาการเติบโตได้ จึงมีการพิจารณาแผนความแข็งแกร่งด้านการเงินระยะยาวโดยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต ด้วยการออก Perpetual Bond 2,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแสนสิรินับจากนี้ ในการเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งภายใต้ทุกสภาวการณ์ สามารถตอบรับกับภาวะเศรษฐกิจทั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือขยายฐานการลงทุนในธุรกิจที่อยู่อาศัยใหม่ๆรองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในอนาคต

“เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 6/2563 ได้มีมติอนุมัติแผนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโต ในอนาคตของบริษัทโดยการขออนุมัติออกหุ้นสามัญรวมจำนวน 4,600,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.07 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 16,224,125,722.40 บาทมาเป็นทุนจดทะเบียนใหม่ที่ 21,146,125,722.40 บาท โดยการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Warrant)ที่ออกให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 2,500,000,000 หุ้น โดยมีราคาใช้สิทธิที่ 1.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อมีการเลิกบริษัท (Perpetual Bond) ที่บริษัทจะออกและเสนอขายโดยมีมูลค่าการเสนอขายรวมไม่เกิน 2,500,000,000 บาท และเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามโครงการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท (ESOP#8) ให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวน 700,000,000 หุ้นโดยมีราคาใช้สิทธิที่ 1.10 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของบริษัท ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้บริหารและพนักงานในการปฏิบัติงานอีกทั้งยังเป็นการจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้อยู่กับบริษัทต่อไปในระยะยาว อันจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานและการเติบโตของธุรกิจในอนาคตนอกจากนี้ จะมีการขออนุมัติกรอบการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ไว้จำนวน 1,400,000,000 หุ้น โดยจะมีการดำเนินการขออนุมัติมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นี้สำหรับหุ้นสามัญที่จะออกเพิ่มให้กับนักลงทุนสถาบัน ในวงจำกัด (private placement) มีกลุ่มทุนที่ให้ความสนใจ ได้แก่ กองทุนที่ฮ่องกง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแสนสิริ” นายอภิชาติ กล่าว

ไตรมาสแรก 63 รายได้รวม 6,623 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายโตขึ้น 10%ขณะที่รับรู้กำไร จากการลงทุนอีกกว่า 703 ล้านบาท จากการเพิ่มมูลค่าของ JustCo  ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 6,623 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการขาย 5,393 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนมาจากการโอนโครงการแนวราบและแนวสูงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ 59 : 41 % อาทิ โครงการบุราสิริ พัฒนาการ ที่มียอดโอนสูง จากการเป็น “บ้าน บรรยากาศรีสอร์ท”หรือ “บ้าน เพื่อการพักผ่อนที่แท้จริง” ส่งผลให้ลูกค้าชื่นชอบและตัดสินใจซื้อและโอนโครงการอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ โครงการบ้านแสนสิริ พัฒนาการที่ใกล้ปิดการขายรวมถึงไทเกอร์ เลน ลักซ์ชัวรีโฮมออฟฟิศ บนที่สุดของทำเลทอง ไพร์มโลเคชันตำแหน่งฮวงจุ้ยท้องมังกร ที่หายากใจกลางย่านเสือป่า ที่เพิ่งปิดการขายในเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับโอนที่ดีจากลูกค้าเช่นเดียวกัน ยังรวมถึงโครงการคอนโดมิเนียม ที่ได้รับการตอบรับโอนที่ดีจากลูกค้า อาทิ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อที่จ่อคิวปิดการขาย โครงการดีคอนโด ริน เชียงใหม่ และ ลา กาซิตา หัวหิน เป็นต้น ตอกย้ำความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงได้เป็นอย่างดี ทั้ง ยังส่งให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดี

นอกจากนี้บริษัทยังมีกำไรจากการลงทุนจากการเพิ่มมูลค่าของ JustCo ที่แสนสิริเข้าไปลงทุนถือหุ้น โดย Daito Trust บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นได้เล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจของ Justco และได้เข้าซื้อส่วนลงทุนของ Justco มูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ Valuation ของ Justco เพิ่มมูลค่าอย่างมาก

โดยแสนสิริในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถรับรู้กำไรจากการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนนี้ได้กว่า 703 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตามมาตรฐานการบัญชีนั้น กำไรจากการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนนี้จะไม่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแต่จะถูกบันทึกเป็นกำไรสะสมในงบดุลโดยตรง สำหรับ JustCo นับเป็น Coworking space & Serviced Office รูปแบบใหม่ที่กำลังครองใจคนทำงานทั่วอาเซียนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 150% ในแต่ละปี ปัจจุบันประกอบด้วย 42 จัสท์โค เซ็นเทอร์ ใน 8 เมืองใหญ่ต่างประเทศ โดยในประเทศไทยจัสท์โคเปิดตัว 4 แห่งนับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่แสนสิริเล็งเห็นศักยภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจในปัจจุบัน

 “สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของแสนสิริเพื่อรองรับความแข็งแกร่งควบคุ่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงิน คือ การสานต่อการสร้างแบรนด์แสนสิริให้แข็งแกร่งมากขึ้นจากการเป็นแบรนด์อันหนึ่งของคนอยากมีบ้าน การที่แสนสิริมียอดขายล่วงหน้า (Pre-Sale Backlog) โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เป็นมูลค่ารวมเกือบ 46,900 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องใน 1-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้แสนสิริยังมีแผนขยายการพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุนระยะยาว อันจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดีรวมถึงสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน คือ การยืนหยัดความเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่น ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด และพร้อมช่วยเหลือสังคมเพื่อก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน” นายอภิชาติ กล่าว