วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563 00:37 น.

ภูมิภาค

ชาวบ้าน3ตำบลกว่า100คน ร้องปิดฟาร์มหมูทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว!

วันพุธ ที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.22 น.

สุรินทร์- ชาวบ้าน 3 ตำบล กว่า 100 คน ร้องปิดฟาร์มหมู ทนไม่ไหวโวยฟาร์มหมูส่งกลิ่นเหม็นทุกวัน เด็กนักเรียนปวดหัว ทำการบ้านอ่านหนังสือไม่ได้ ร้องเรียนมากว่า10 ปีไม่คืบหน้า ร้องผู้ว่าฯให้ปิดฟาร์มก่อนจะเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป

 


วันนี้ (5 ส.ค.63) ที่หน้าศาลากลาง จ.สุรินทร์ ชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนจากฟาร์มหมูศิริวรรณ ซึ่งเป็นฟาร์มหมูขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 บ้านสนายดวจ (สะ-น๋าย-ดวด) ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 3 ตำบล ประกอบด้วยตำบลคอโค ตำบลนอกเมืองและตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กว่า 100 คน นำโดย นายชุมพร เรืองศิริ ผญบ.แสงตะวัน ม.4 ต.คอโค อ.เมือง ได้รวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้ผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ได้เร่งแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยด่วน กรณี ที่ชาวบ้านตำบลคอโคและตำบลข้างเคียง ได้รับความเดือนร้อนจากฟาร์มหมูศิริวรรณ ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2553 ถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบมาโดยตลอดจากการปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มหมูลงสู่ลำน้ำห้วยเสนง ได้ส่งกลิ่นเหม็นกระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก รวมระยะเวลาเกือบ 10 ปี

 


พร้อมกันนี้ ชาวบ้านยังพากันถือป้ายข้อความประท้วง ระบุใจความว่า ชาวบ้านไม่เอาฟาร์มหมู ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษนาน 8 ปี เราจะไม่ทนอีกต่อไป ปิดๆฟาร์มหมู,ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก คนชรา ดมกลิ่นขี้หมูมา 8 ปีแล้ว ปิดๆๆฟาร์มหมู,เด็กนักเรียนสมองเสื่อม ครูก็เหม็นขี้หมู ไม่เป็นอันสอน ปิดๆๆฟาร์มหมู,และสัตว์น้ำในลำห้วยเสนงตายหมด ชาวบ้านอดกินปลา ลดค่าครองชีพ ปิดๆๆฟาร์มหมู เป็นต้น


โดยในหนังสือร้องเรียน ระบุว่า กว่า 10 ปีที่คนลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลายใน 3 ตำบล ประกอบด้วยตำบลคอโค ตำบลนอกเมืองและตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ต้องประสบกับปัญหาจากฟาร์มหมู ทั้งสิ่งปฏิกูล ของเสียและกลิ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน สุขภาพ สุขภาวะและสิ่งแวดล้อม โดยลำดับตามช่วงเวลาและผลกระทบได้ดังนี้ พ.ศ.2553 ฟาร์มหมูศิริวรรณได้ปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มลงสู่ลำน้ำห้วยเสนง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิต สัตว์น้ำและปลาตายเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากฟาร์มหมู พ.ศ.2553 ถึง พ.ศ.2561 ในช่วงเวลาระหว่างนี้ ชาวบ้านยังพบว่ามีของเสียจากฟาร์มไหลลงลำน้ำห้วยเสนงเป็นครั้งคราว พ.ศ.2561 ฟาร์มหมูศิริวรรณได้ปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มลงสู่ลำน้ำห้วยเสนงอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นความรุนแรงและเห็นชัดเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งปี พ.ศ.2553 ส่งผลให้สัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก และในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่หนักและได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับฟาร์มหมูศิริวรรณ โดยประมงจังหวัดสุรินทร์ ชลประทานห้วยเสนงจังหวัดสุรินทร์ และคณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลาย ซึ่งมีตัวแทนชุมชนนำโดยผู้ใหญ่บ้านในตำบลคอโค หมู่ 4 บ้านแสงตะวัน หมู่ 11 บ้านบางกอกน้อย ผู้ใหญ่บ้านตำบลท่าสว่าง หมู่ 15 และหมู่ 17 เป็นผู้ร้องเรียนร่วม

 


 

พ.ศ.2561 ถึง พ.ศ. 2563 ในช่วงเวลาระหว่างนี้ ชาวบ้านประสบปัญหาเรื่องกลิ่นจากฟาร์มหมู ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงปัจจุบัน จากปัญหาและผลกระทบดังกล่าว ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง ในเรื่องคดีความที่มีการฟ้องร้องนับจากปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบันร่วม 2 ปี ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ทราบความคืบหน้าของคดี ส่วนที่สอง ในแง่ผลกระทบต่อชุมชน สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอาจแบ่งได้เป็น

 


1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง แหล่งน้ำมีวัชพืชเพิ่มมากขึ้น เช่น ผักตบชวา ผักพื้นบ้านหายไปจากที่เคยมีมา เช่น ผักแว่น ผักหนาม และความหลากหลายทางชีวภาพเสียหาย ตลอดจนสัตว์น้ำที่เคยมีก็ลดน้อยลงหรือบางชนิดก็แทบสูญหายไปจากลำน้ำ เช่น ปลา หอยกาบ ตะพาบน้ำ 2. ผลกระทบต่อการประมง ทำให้ชุมชนเสียโอกาสในการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน 3. ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำที่เสีย ส่งผลให้ไม่สามารถนำน้ำดิบในลำห้วยเสนงมาผลิตเป็นน้ำประปาของหมู่บ้านได้ เกิดผลกระทบต่อชุมชน ในหมู่ที่4 บ้านแสงตะวัน หมู่ที่3 บ้านตะเคียน หมู่ที่10 บ้านตะเตียว ที่ใช้น้ำจากลำห้วยเสนงเป็นหลักในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน 4. ผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัย ทั้งทางด้านมลพิษ ทางกลิ่น สุขภาพจิตของชุมชน 5. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ชุมชนต้องเสียโอกาสเรื่องของราคาที่ดินลดลง ธุรกิจห้องเช่าและบ้านเช่าในชุมชนที่ไม่มีลูกค้ามาพัก อันเนื่องจากกลิ่นขี้หมูจากฟาร์ม โดยสรุป ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากฟาร์มหมูจึงมีข้อเสนอ ให้ปิดฟาร์มหมูศิริวรรณ เพื่อยุติปัญหาและผลกระทบทั้งหมดที่ชุมชนได้รับอย่างถาวร

 


กว่า 10 ปีที่คนลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลายใน 3 ต าบล อันประกอบด้วยต าบลคอโค ตำบลนอกเมืองและตำบลท่าสว่าง อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ต้องประสบกับปัญหาจากฟาร์มหมู ทั้งสิ่งปฏิกูล ของเสียและกลิ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน สุขภาพ สุขภาวะ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2553 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากที่ทางฟาร์มเคยรับปากในการแก้ไขปัญหา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถด าเนินการแก้ไขให้เป็นจริงได้ พวกเรา ในนามเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ท างานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และได้ติดตามกรณีปัญหาดังกล่าว ทั้งการลงพื้นที่ศึกษาปัญหา การเปิดเวทีแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือและรับฟังปัญหาจากพี่น้องชาวบ้านในชุมชนมาโดย


ตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน จึงขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ b1.ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนคนลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลายโดยเร่งด่วน

 



2.ให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วมของชุมชน มีอำนาจและหน้าที่ใน การติดตามและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืนทั้งนี้ หากข้อเรียกร้องของทางเครือข่ายฯไม่ได้รับการตอบสนอง ทางเครือข่ายจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการเคลื่อนไหวต่อไปในอนาคต

 


ขณะที่นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้ง อบต.คอโค ,ประมง ,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมถึงชลประทานสุรินทร์ มาสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลาง จ.สุรินทร์ พร้อมกับกลุ่มชาวบ้าน นอกจากนี้ยังได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงผลคดี ที่มีการกล่าวหาฟาร์มหมู ว่ามีความคืบหน้าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว โดยทางตำรวจได้แจ้งว่า ขณะนี้เรื่องถึงชั้นอัยการแล้ว โดยอาทิตย์หน้าทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 11 จะเข้ามาให้ของมูลเพิ่มเติม ขณะเดียวกันต่อข้อร้องเรียนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มหมู ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ประชานได้รับผลกระทบ ว่าทางผู้ประกอบการฟาร์มหมูได้ดำเนินตามหลักการที่ถูกต้องหรือไม่ โดยมีระยะเวลา 300 วัน ซึ่งรองผู้ว่าฯจะลงไปกำกับดูแลการดำเนินการตรวจสอบ