วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 00:10 น.

ภูมิภาค

ไม่จบ! วัดงัดข้อชุมชน หลังปรับภูมิทัศน์ พัฒนาวัดหลวงพ่อบุญทัน

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.35 น.

เมื่อเวลา 13.00 นวันที่ 26 มกราคม 2564 ที่ ศาลาหอฉัน วัดป่าสามัคคีสันติธรรมบ้านค้อ -หนองสวรรค์ ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่นนายเสกสรรค์ บุญประสิทธิ์ ปลัดอาวุโสอำเภอบ้านฝาง เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกัน ระหว่างชุมชน กลับวัด กรณีเนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่าในเขตพื้นที่วัดป่าสามัคคีสันติธรรม(ป่าสาธารณะ)บ้านค้อ-หนองสวรรค์ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและหวงห้าม เช่นไม้ประดู่ไม้แดง เป็นต้น โดยชาวบ้านได้อนุรักษ์และบำรุงรักษาไว้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนในโอกาสต่อไป แต่พระครูพิศิษสารโสภณ เจ้าอาวาสได้สั่งการให้นายทุนดำเนินการตัดจำนวน 30 กว่าต้นโดยประมาณ

 


โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับชุมชนและกรรมการวัดแต่อย่างใด โดยมีพระครูเกษม ปะริยะกิจ เจ้าคณะอำเภอบ้านฝาง เจ้าอธิการประสงค์ เจ้าคณะตำบลบ้านฝาง พ.ต.ท.ยุทธนา วิรักษา รอง ผกก.สภ.นายพชร ประพน นายก.อบต.บ้านเหล่าพ.ต.ต.ธนกฤต แทนบุญ สวป.บ้านฝาง ร.ต.อ.มนตรี ใจตรง รอง สส. สภ.บ้านฝาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายฉลอง ก้อนทอง กำนันตำบลบ้านเหล่า นายอภิเชษฐ์ จำปา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 (บ้านหนองสวรรค์)ซึ่งเป็นตัวแทนชุมชน พร้อมด้วยพระครูพิศิษสารโสภณ (พระอาจารย์จ่อย) เจ้าอาวาสวัดป่าสามัคคีสันติธรรม บ้านค้อ พร้อมด้วยนายประชา เต็งเจริญกุล (ทนายหอย อีสานทัวร์) พร้อมด้วยนายชุมพร ทับซ้าย อดีตหัวหน้าสำนักงานทะเบียนและบัตร เทศบาลนครขอนแก่น ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าอาวาสฯ นายชอบ แสงเนียม ประธานชุมชน สนามกีฬา เทศบาลนครขอนแก่น ไวยากรณ์วัด ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมรับฟัง

 


นายฉลอง ก้อนทอง กำนันตำบลบ้านเหล่า กล่าวว่า ในการประชุมในวันนี้ ผลการประชุมเป็นที่น่าพอใจ ในระดับหนึ่ง คือให้มีการตั้งตัวแทน ทั้งของ ฝ่ายกรรมการวัด จำนวน 3 คน และ ฝ่ายทางวัด 3 องค์ หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัด 1องค์ เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือหาทางออกร่วมกัน คือ วัด บ้าน โรงเรียน ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ความจริงแล้วเรื่องมันน่าจะจบตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2564 แต่เนื่องจาก ทางท่านเจ้าอาวาส ท่านไม่อยู่วัดทำให้ไม่สามารถหาข้อสรุปกันได้ในครั้งนั้น เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ก็ยอมรับว่า เมื่อเวลา 19.00 น วันที่ 13 ม.ค.2564 พรัอมด้วยนายอภิเชษฐ์ จำปาผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 (บ้านหนองสวรรค์) ต.บ้านเหล่า จังหวัดขอนแก่นพร้อม อปพร.และ ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้เข้าทำการเข้ามาใน บริเวณวัดเพื่อทำการ ตรวจค้น ของกลางซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นไม้หวงห้าม ปรากฏว่า ไม่พบของกลางที่เป็นไม้หวงห้ามดังกล่าว จากนั้นทางกลุ่มได้ทำการล่าถอย ออกจากพื้นที่บริเวณวัดไป

 


   

ซึ่งหลังจากนั้นภายในวัน 8 ม.ค.ได้พากันไปทำการลงบันทึกประจำวันแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บ้านฝาง ให้มาทำการตรวจค้น เพื่อหาหลักฐานประกอบการพิจารณาฟ้องดำเนินคดี แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงยังพื้นที่บริเวณวัด กับไม่พบของกลางสิ่งของไม้ต้องห้าม แต่อย่างใด ตต่อจากนั้นในวันถัดมาคือวันที่ 16 มกราคม 2564 ได้มีการ นัดการประชุม เพื่อ ขอทราบ ข้อมูลความเป็นไปในการตัดไม้ จากตัวพระครู ฯซึ่ง ในวันนั้น ไม่สามารถติดต่อพระครูได้ ซึ่งในที่ประชุมกรรมการวัด นำโดยร.ต.ต.เจริญ เผ่าบ้านฝาง อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเรือ มีมติให้ ดำเนินการ 2 แนวทาง คือ 1 ให้ทางคือพระครูพิศิษฏ์สารโสภณ เจ้าอาวาสวัดบ้านค้อ (วัดป่าสามัคคีสันติธรรม) ให้ออกธุดงค์ จากวัดภายในกำหนดระยะเวลา 2 วัน(วันที่ 18-19 ม.ค.64) และ 2. แจ้งความดำเนินคดีอาญา ตัดไม้หวงห้ามในเขตพื้นที่สาธารณะ

 


ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนั้นตนเองคิดว่า คงจะไม่คิดที่จะทำ ให้ออกธุดงค์และคงไม่แจ้งความดำเนินคดีอาญา ขัอหาตัดไม้หวงห้ามในเขตพื้นที่สาธารณะ เพราะอย่างไรเสีย ชุมชน กับวัด ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุขถ้อยทีถ้อยอาศัย อยู่ดี เพียงแต่หาหนทางวิถีทางออกอย่างสันติ ก็เท่านั้นเพราะยังต้องอยู่ร่วมกันอีกยาวนาน


ด้าน นายอภิเชษฐ์ จำปา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 (บ้านหนองสวรรค์) กล่าวว่า ความจริงแล้ว ชุมชน รอบวัด ไม่ได้มีความคิดที่เป็นปฏิบัติ กับวัดแต่อย่างใด เพียงแค่อยากทราบว่า เหตุผลของการ ตัดไม้ นั้น ทำเพื่ออย่างไร และนำไป ที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ซึ่งจากการสอบถามรถแม็คโครสรุปแล้วได้ใจความว่าพระครูฯท่านได้ให้ตัดโดยยกผลประโยชน์ไม้เป็นค่าน้ำมันในการตัด แต่ก็ยอมรับว่าได้มีการสั่งห้าม มีให้ ทางรถแม็คโครดำเนินการขุด ตลอดจนตัด หรือเคลื่อนที่ขนย้ายต้นไม้ออกจากวัดโดยเด็ดขาด ในวันที่ 16 มกราคม 2564 เพราะต้องการทราบความจริงให้กระจ่างก่อนว่าในการกระทำครั้งนี้ ได้สอบถามความคิดเห็นจาก ชุมชนแล้วหรือยัง

 


ส่วนนายเสกสรรค์ บุญประสิทธิ์ ปลัดอาวุโสอำเภอบ้านฝาง กล่าวว่าในนี้ได้มาร่วมในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาของวัดเกี่ยวกับเรื่องตัดไม้ ที่วัดซึ่งในการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมด้วยส่วนราชการ คณะกรรมการหมู่บ้าน และพระสงฆ์ ทุกฝ่ายมีความคิดเห็นต่อปัญหาต่างๆ โดยได้มีการสรุปให้มีการนัดหมายกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะประชุมกลุ่มย่อย ในการจะหาข้อยุติโดยจะนัดหมายประชุมร่วมประชุม ที่หอประชุมอำเภอบ้านฝาง อีกครั้งหนึ่ง เพราะ ทางท่านนายอำเภอบ้านฝาง ท่านได้ให้แนวทางในการยุติเรื่องดังกล่าวโดยการใช้หลักรัฐศาสตร์เข้ามาใช้แก้ไขปัญหา ดังกล่าว เพื่อให้ ชุมชนวัดบ้านและโรงเรียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี ควรมีการนั่งเจรจากันเฉพาะตัวแทนตัวแทนของชุมชนและตัวแทนของวัด ขึ้นมาอีกครั้ง

 


ทางด้านพระครูพิศิษสารโสภณ เจ้าอาวาสวัดป่าสามัคคีสันติธรรม บ้านค้อ กล่าวว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ตนเองเป็นเจ้าอาวาส มีสัก เรื่องบ้างไหม ที่ได้กระทำความผิดศีลธรรม ของการปกครอง ในการถือสมณศักดิ์เป็นพระภิกษุ แต่กับถูกคนทำ หลายอย่าง ด้วยน้ำมือของผู้ใกล้ชิด ตลอดจนลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อบุญทัน เช่น เมื่อครั้งหลวงพ่อบุญทันยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ทำการออกรถให้กับวงหมอลำ ชื่อดังคณะหนึ่ง ในจังหวัดขอนแก่น เพื่อใช้ในการ บรรทุกอุปกรณ์เครื่องเล่นดนตรีตลอดจน ใช้เป็นรถโดยสารให้กับนักร้อง,นักดนตรี ตลอดจนหางเครื่องไปทำการแสดง ในสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยให้ในลักษณะการเช่า


พระครูพิศิษสารโสภณ กล่าวอีกว่าซึ่งผลตอบแทนคือทางวงดนตรีหมอลำดังกล่าว ได้ บริจาคเงิน เป็นค่าเช่า ในการแสดงแต่ละครั้งจำนวนครั้งละ 2,000 บาท ด้วยการชำระเป็นเงิน ในการเสียค่าน้ำค่าไฟ ภายในวัดทุกเดือน จวบจนเมื่อหลวงพ่อบุญทันได้มรณภาพ รถจำนวนหลายสิบคันดังกล่าว ได้ถูก ขายทอดตลาด และไม่มีการช่วยค่าน้ำค่าไฟจากการเช่าซื้ออีกเลย ถึงแม้จะไม่ได้ช่วยค่าเช่ารถ แต่ก็ควรจะนำ ผู้รถยนต์ทั้งหมดกลับมาคืนเป็นสมบัติวัดต่อไป แต่หาได้มีการกระทำเช่นนั้นไม่ และที่สำคัญ เกี่ยวกับ มูลนิธิบุญทันตา ซึ่ง สถานที่ทำการตั้งอยู่บนวัดป่าสามัคคีสันติธรรม บ้านค้อ แต่บัญชีรายรับ-รายจ่าย ของมูลนิธิบุญตา กลับไปขึ้นอยู่ที่วัดบุญทันตา ซึ่งมีคณะกรรมการ เป็นใครบ้างยังไม่ทราบได้

 


พระครูพิศิษสารโสภณ กล่าวด้วยว่าทั้งๆที่ ความเป็นจริงน่าจะเป็นการบริหารงานโดย อาตมาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสามัคคีสันติธรรม บ้านค้อ ซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อบุญทัน ถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่นี่มีเงินติดบัญชีเพียง 3 พันกว่าบาท ซึ่งเป็นรายละเอียดใน หนังสือแจ้งหนี้มายัง สำนักงานมูลนิธิบุญทันตา ทั้งๆที่ก่อนหน้านายฉลอง ก้อนทอง กำนันตำบลบ้านเหล่าได้ประกาศเสียงตามสาย ว่ามียอดเงินบริจาคร่วมสมทบเข้าบัญชีกว่า 4 แสนบาทนั้น แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวใน บัญชีของมูลนิธิบุญทันตา ดังกล่าว อยากทราบว่ามีการแอบอ้าง เอาชื่อหลวงพ่อบุญทัน ตลอดจน เปิดบัญชีซ้อนบัญชีของมูลนิธิฯหรือไม่เรื่องนี้ควรทำให้กระจ่าง คนเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ ตลอดจนสลิปเงิน และการเบิกถอนของบัญชีดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับทราบด้วย


"ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส มาตั้งแต่ วันที่ 30 เมษายน 2551 รวมระยะเวลาถึงตอนนี้ 13 ปีแล้ว ที่ผ่านมาถูกกลั่นแกล้ง มาโดยตลอด จากกลุ่มเครือข่ายผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ภายในวัด ด้วยการตัดน้ำตัดไฟ หรือแม้กระทั่ง ไม่ให้มีการพัฒนา วัดให้เจริญรุ่งเรืองดั่งเช่นที่เป็น ด้วยการที่จะเอาพระภิกษุ จากวัดอื่น มาเป็นเจ้าอาวาสแทนตน ซึ่งที่ผ่านมา ได้อดทนมาตลอด แต่มาเมื่อถึงจุด ถึงที่สุด จึงจำเป็นต้องดำเนินการ คดีทางอาญากับบุคคล ที่ประสงค์ร้าย ต่อทาง วัด ให้รู้จัก เข็ดหลาบ ไม่ดำเนินการอีกต่อไป"พระครูพิศิษสารโสภณ กล่าว.