วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 06:52 น.

ภูมิภาค

ตร.แปดริ้ว เรียกฝ่ายบริหาร 2 สถาบัน ถกหามาตรการป้องกันนักเรียนนักเลง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.24 น.
วันที่ 11 มี.ค.64 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุม 2 สภ.เมืองฉะเชิงเทรา พ.ต.อ.ณัฐจักร จันลา ผกก. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์นักเรียนอาชีวะปาระเบิดทำร้ายกัน เมื่อวันที่ 8 มี.ค.64 ที่ผ่านมา ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายสาหัส 1 ราย เหตุเพราะเพียงแค่เรียนต่างสถาบันกันเท่านั้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายรุ่งเรือง สูยะนันทน์ รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา นายประโลม วันทะนา ฝ่ายปกครอง วท.ฉะเชิงเทรา
 
นายไชยา ระกาศรี ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา นายกัมพล แจ่มแจ้ง ฝ่ายปกครองวิทยาลัยเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา นายปริญญา วงศ์หทัย ปลัดอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นายวรวุฒิ สีมัดยก ตัวแทน กต.ตร. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา โดยมี พ.ต.อ.ณัฐจักร จันลา ผกก. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เป็นประธานการประชุม พ.ต.ท.จุมพฎ มัณยาภา รอง ผกก. จร.  พ.ต.ท.เตชทัต เนรุวงศ์ รอง ผกก. ป. พ.ต.ต.พลากร ตราชูนิตย์ สวป. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เข้าร่วมประชุมด้วย
 
โดยในที่ประชุมได้กล่าวถึงปัญหาซึ่งเป็นปัจจัยในการที่จะก่อให้เกิดเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทกันหลายด้าน ทั้งเด็กหนีเรียนระหว่างในเวลาเรียน เด็กไม่มาเข้าเรียนแต่เดินทางออกมาจากบ้าน และเด็กมาเรียนสาย ตลอดจนการมั่วสุมกันตามแหล่งมั่วสุมหรือตามหอพักต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการจับกลุ่มและพากันรวมตัวไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทได้ ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรามีนักศึกษาจำนวนกว่า 3 พันคนที่อาจควบได้ยากมากว่าวิทยาลัยเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา มีนักศึกษาประมาณ 300 คน
 
โดยที่ทางฝ่ายบริหารของวิทยาลัยเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา ที่มีนักเรียนไปก่อเหตุที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟนั้น ได้ชี้แจงว่าในวันเกิดเหตุทาง ผอ.ได้เดินทางไปประชุมยังต่างจังหวัดที่จันทบุรี ส่วนอาจารย์ผู้มีหน้าที่ควบคุมการปล่อยนักเรียนออกจากโรงเรียนหลังจากเลิกเรียนได้ไปร่วมประชุมยังที่ อ.บางคล้า จึงทำให้อาจารย์ที่มีหน้าที่คอยติดตามไปควบคุมดูแลการเดินทางกลับบ้านของนักเรียนที่สถานีรถไฟนั้น
 
ต้องกลับมาทำหน้าที่คอยควบคุมการปล่อยนักเรียนออกจากโรงเรียนแทน จึงทำให้มีช่องว่างพอดีในวันที่เกิดเหตุ ที่ไม่มีอาจารย์ไปคอยเฝ้าควบคุมดูแลยังที่สถานีรถไฟตามปกติ ประกอบกับเวลาในการเดินทางกลับบ้านของนักเรียนที่จะต้องมาขึ้นรถไฟนั้น ปกตินักเรียนทั้งสองแห่งจะมีเวลาเดินทางกลับที่เหลื่อมกันอยู่ก่อนแล้ว โดยจะขึ้นขบวนรถไฟไปคนละเที่ยวกัน หรือคนละขบวนกัน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ระบาดนั้น
 
ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีการปรับลดขบวนรถไฟลง จึงทำให้เด็กนักเรียนเหล่านี้ต้องมาขึ้นรถไฟพร้อมกันในเวลาเดียวกัน หรือขบวนเดียวกัน จึงกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กต้องมาพบเจอกัน สำหรับกลุ่มนักเรียนที่ร่วมกันก่อเหตุในวันนั้น เป็นกลุ่มนักเรียนที่เดินทางกลับบ้านโดยขบวนรถไฟ ซึ่งจะมีรถยนต์สองแถวแบบประจำมารับออกไปจากบริเวณด้านหน้าวิทยาลัยเพื่อนำไปส่งยังที่สถานีรถไฟโดยเฉพาะ วันละประมาณ 2 คันรถรวมประมาณกว่า 30 คน
 
ขณะที่ทาง พ.ต.ท.เตชทัต กล่าวถึงปัญหาในด้านกำลังพลในสายงานป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ว่า ในพื้นที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา นั้น ได้มีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจย้ายออกไปจากพื้นที่เป็นจำนวนมากถึง 7 นาย โดยที่ไม่มีกำลังเข้ามาทดแทน จึงทำให้ต้องมีการปรับลดจำนวนสายตรวจลงจากเดิมมีสายตรวจรถ จยย.จำนวน 4 เขตตรวจ เหลือเพียง 2 เขตตรวจ จึงทำให้สายตรวจมีกำลังไม่เพียงพอในการป้องกันเหตุ
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาหลังจากนี้ จะทำการขยับเวลาในการผลัดเปลี่ยนกำลังสายตรวจให้เร็วขึ้นมาอีก 1 ชม. จากเดิมจะมีการสับเปลี่ยนกำลังกันในเวลา 16.00 น. ให้กำลังผลัดใหม่มาเข้าเวรในเวลา 15.00 น. เพื่อให้ทันกันกับช่วงเวลาในการเลิกเรียน โดยที่กำลังสายตรวจผลัดเก่ายังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนถึงเวลา 16.00 น. ซึ่งจะทำให้มีกำลังสายตรวจเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 เขตตรวจในช่วงเวลานั้น
 
พร้อมกับจะให้นำกำลังสายตรวจรถยนต์ และรถยนต์ของรอง ผกก.ป เข้ามาเสริมในช่วงเวลานั้น เพื่อให้มีกำลังมากเพียงพอที่จะไปเฝ้าประจำและตรวจตราดูตามจุดเสี่ยงต่างๆ ได้ เช่น บริเวณสถานีรถไฟ สถานีขนส่งผู้โดยสาร สวนสาธารณะ ด้านหน้าวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา และวิทยาลัยเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา ห้างสรรพสินค้าศูนย์เก่า (พลาซ่า) เพื่อลดช่องโหว่ให้เหลือน้อยลงได้มากที่สุด พ.ต.ท.เตชทัต ระบุ

หน้าแรก » ภูมิภาค