วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569 22:19 น.

ภูมิภาค

ปรับตัวสู้ราคาตก! แปรรูปดอกดาวเรืองทำชา เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.25 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดอกดาวเรือง จัดเป็นไม้ดอกที่มีการปลูกทั่วไป ราคานั้นค่อนข้างสูง หากช่วงไหนปีไหนความต้องการมากแต่ผลผลิตน้อย เกษตรกรก็ยิ้มออก แต่ราคาที่ดีนั้น ที่ผ่านมาสูงถึงดอกละ 2.50-3 บาท แต่หากช่วงไหนผลผลิตล้นตลาด ราคาจะร่วงลงมา ตามความต้องการของตลาดอย่างหนีไม่พ้น  ซึ่งหากดอกดาวเรืองนั้นออกมามาก เกษตรกรก็ต้องมีการหันมาปรับตัวเพื่อสู้และทำราคาดอกดาวเรืองนั้นให้ดีโดยการแปรรูปในลักษณ์ต่างๆ 
 
จากงานวิจัยหลายๆชิ้น ออกมาว่า “ดอกดาวเรือง” ไม่ได้มีดีแค่นำมาร้อยพวงมาลัยหรือจัดแจกันไหว้พระให้ความสวยเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสารสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตาและบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วยจนเกษตรกรในอำเภอภูเรือ จังหวัดเลยนั้น หันมานำดอกดาวเรืองแปรรูปขาย สร้างรายได้ดี
 
คุณนฤดี ทองวัตร หรือ อุ๋ม เกษตรกรบ้าน หนองบง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย บอกว่า ตนนั้นมีจุดเริ่มต้นการแปรรูปชาดอกดาวเรืองว่า ตนเองประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกดาวเรืองมานานกว่า 13 ปี แต่ช่วงหลายปีหลังมานี้ต้องประสบกับปัญหาด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง  เกิดความไม่แน่นอนในชีวิต เป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจลองเปลี่ยนวิธีการสร้างรายได้แบบใหม่เกิดขึ้น ด้วยการพยายามมองหาจุดเด่นสำคัญของดอกดาวเรือง จนได้ค้นพบว่าดอกดาวเรืองมีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณได้ และได้ต่อยอดจากจุดเด่นตรงนี้หันมาทดลองแปรรูปดาวเรืองทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะมองว่ากระแสรักสุขภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคตมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจเบนเข็มจากการขายดอกสดเปลี่ยนมาทำชาเป็นระยะเวลากว่า 3-4 ปีแล้ว ด้วยการทดลองปลูกดาวเรืองในโรงเรือน ซึ่งข้อแตกต่างของการปลูกดาวเรืองแบบนอกโรงเรือนกับในโรงเรือนนั้นจริงๆ แล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สาเหตุที่ต้องแยกกันปลูกนั้น เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ของการนำดอกไปใช้ที่แตกต่างกัน
 
โดยการแยกปลูกในโรงเรือน เพื่อให้ปลอดภัยจากสารเคมีทุกชนิด และนอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มแสงสีแดงให้กับดาวเรือง เพื่อให้ได้สำคัญเพิ่มขึ้นอีกด้วย”และต้องหลีกเลี่ยงจากสารเคมีทุกชนิด เพราะว่าด้วยตัวของดอกดาวเรืองเอง เป็นพืชที่ค่อนข้างดูดซับสารพิษในดิน ดังนั้น การปลูกในโรงเรือนถือเป็นวิธีที่ช่วยหลีกเลี่ยงสารเคมีได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือจะต้องปลูกในถุง และต้องเป็นดินที่ไม่ได้ผ่านการใช้สารเคมีใดๆ มาก่อน ซึ่งอาจจะดูยุ่งยากไปสักหน่อย แต่การปลูกดาวเรืองเพื่อทำเครื่องดื่มชา มีข้อดีตรงที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ดอกสวย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้องตัดเพื่อนำมาอบอยู่แล้ว มีแมลงกัดหรือนอนเจาะได้บ้าง
 
สำหรับการรดน้ำ เหมือนกับการปลูกดาวเรืองนอกโรงเรือนทั่วไป ช่วงย้ายปลูก ประมาณ 7 วัน ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปิดไฟสีแดง เทคนิคเพิ่มคุณภาพ เราเจอกับงานวิจัยของ ดร.เบญญา มะโนชัย ท่านเป็นอาจารย์สอนภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการวิจัยเทคนิคปลูกดาวเรืองสำหรับสกัดลูทีน แล้วเกิดความสนใจจึงได้มีการเรียนเชิญให้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาในครั้งนี้ ซึ่งได้มีการทดลองใหม่ทั้งหมด ด้วยการเก็บดอกดาวเรืองที่ปลูกทั้งในและนอกโรงเรือน และการปลูกแบบเปิดไฟและไม่เปิดไฟ จะมีสารสำคัญต่างกันหรือไม่ ซึ่งผลการทดลองออกมาว่าการปลูกแบบเปิดไฟ ผลวิเคราะห์ออกมาว่ามีสารสำคัญในดอกสูงกว่าแบบอื่นอย่างมีนัยยะ
 
โดยเทคนิคการใช้แสงไฟเพื่อรักษาสารสำคัญในดาวเรืองนั้น จะเริ่มเปิดไฟตั้งแต่ช่วงที่ดาวเรืองมีตาดอกแล้ว ก็คือหลังจากปลูกได้ 45 วันขึ้นไป โดยช่วงระยะเวลาการเปิดจะแบ่งเปิดเป็น 2 ช่วง คือ 1. เปิดในช่วงเช้า ตี 4 ถึง 7 โมงเช้า และช่วงเย็น 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม เปิดไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
 
ขั้นตอนการแปรรูป เราจะเก็บดอกดาวเรืองที่บานเต็มที่ ไม่ให้ติดเกสรออกมา เนื่องจากตรงส่วนของเกสรจะทำให้มีกลิ่นฉุน เหมือนที่เวลาได้กลิ่นของดอกดาวเรือง และนำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี หรือจะใช้วิธีอบก็ได้ ในกรณีถ้าเป็นตู้อบลมร้อนทั่วไปควรจัดเรียงไม่ให้กลีบดอกทับกันหนาเกิน 3 เซนติเมตร และอบในอุณหภูมิ 45-50 องศาเซลเซียส ไม่ให้เกินนี้ ใช้เวลาอบประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำมาบรรจุใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เตรียมจำหน่าย ดอกดาวเรืองสดจำนวน 1 กิโลกรัม เมื่อนำมาอบเป็นชาแล้วจะได้ประมาณ 100 กรัม
สรรพคุณ ดอกดาวเรืองมีสารแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ชนิดหนึ่ง โดยมีส่วนประกอบเป็นโมเลกุลที่มีออกซิเจน อันได้แก่ ลูทีนและซีแซนธิน ซึ่งจัดว่าเป็นสารบำรุงสายตาจากพืชมีสี โดยทั้งสองสารนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตาได้ ช่วยกรองแสงสีฟ้า และยังเป็นสารออกซิเดชั่น ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของจอประสาทตา โดยการนำเอาสารบำรุงสายตาจากดอกดาวเรืองมาใช้ แนะนำให้ชงเป็นชาดื่ม 1 หยิบมือต่อน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ เท่านี้ก็จะได้รับสารบำรุงสายตาที่ซ่อนอยู่ในดอกดาวเรืองแล้ว
 
สำหรับการสร้างมูลค่าของดอกดาวเรืองนั้น ชาดอกดาวเรือง 10 กิโลกรัม ขายในราคา 2,500-3,000 บาท ต่างจากการขายดอกสด 10 กิโลกรัม จะได้เงินประมาณ 300 บาท เมื่อมีการแปรรูป ทำชาคือสามารถเก็บไว้จำหน่ายได้นานเป็นปี ซึ่งดอกสด อยู่ได้แค่ 3-5 วัน จะกลายเป็นขยะทันที มีรายได้ ดีขึ้นกว่าตอนปลูกแบบเดิม ถือว่ามองว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพิ่มรายมากว่าก่อนนี้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
 
สำหรับตลาด ตอนนี้เป็นกลุ่มลูกค้าร้านชาต่างๆ 1. กลุ่ม “ชาเบลนด์” คือ การนำสมุนไพร ผลไม้ หรือดอกไม้อบแห้งตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ผสมลงไปในขั้นตอนการชงชา 2. กลุ่มชาเพื่อสุขภาพ และได้ลูกค้าเพิ่มจากการบอกกันปากต่อปาก ซึ่งร้านชาที่มีชื่อเสียงหลายๆ ร้าน ก็ใช้ชาของที่นี่เป็นวัตถุดิบหลัก มีทั้งลูกค้าจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภาคใต้ก็มี ร้านเบนชาที่มีชื่อเสียงหลายๆ ร้านก็ใช้ชาของเราเป็นวัตถุดิบผสม มีทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภาคใต้ ก็มี 3. วางขายหน้าร้านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดาวเรืองภูเรือ 4. ผ่านออนไลน์ “ช้อปปี้ (Shopee)” และ 5. เพจเฟซบุ๊ก ดีธรรมดา by ทุ่งดาวเรืองภูเรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 088-021-4456 หรือติดต่อได้ที่เพจ : ดีธรรมดา by ทุ่งดาวเรืองภูเรือ 

หน้าแรก » ภูมิภาค