วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 18:50 น.

ภูมิภาค

เตรียมเผาร่าง "มิ้น" สาวไทยดับที่ปอยเปต อึ้งค่าส่งศพกลับจากกัมพูชา 1.4 แสน ใบมรณะระบุฆ่าตัวตาย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

วันที่ 17 พ.ย.68 เวลา 17.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณศาลาสุขนิรันดร์ ภายในวัดบางน้ำเปรี้ยว อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ญาติของ “มิ้น” หญิงสาววัย 27 ปีได้นำศพ ที่ถูกพบกลายเป็นศพผูกคอเสียชีวิตในห้องพัก ที่ฝั่งปอยเปตประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 3 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ตั้งบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมต่อเนื่องกันมาแล้ว และในวันนี้ถือเป็นคืนที่ 3 นับจากที่ได้เดินทางไปรับร่างจากชายแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พ.ย.68

โดย นางสุภาพร หรือ หมิว (สงานนามสกุล) อายุ 32 ปี พี่สาวของมิ้น กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิด 28 ปีของน้องสาวพอดี และยังตรงกับวันเกิดของตนเองด้วย ที่มีอายุครบ 32 ปีพอดีเช่นเดียวกัน เพราะเกิดวันและเดือนเดียวกันแต่ห่างกัน 4 ปีโดยตนเกิดเมื่อปี พ.ศ.2536 ส่วนมิ้นเกิด พ.ศ.2540 และวันนี้ก็เป็นการตั้งสวดพระอภิธรรมมิ้นเป็นคืนสุดท้าย ซึ่งเป็นวันตรงกันกับวันเกิด 17 พ.ย.2540 ของมิ้น

หลังจากได้รับร่างของน้องสาวกลับมาเมื่อวันที่ 15 พ.ย.68 ที่ผ่านมา จากด่านชายแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว แล้วได้จัดพิธีตั้งสวดเลยในเวลา 20.00 น.มา 2 คืน และจะมีพิธีฌาปนกิจศพประชุมเพลิงในเวลา 16.00 น. วันพรุ่งนี้ ส่วนการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอรับศพกลับมาเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศลที่แพงมากถึงกว่า 1.4 แสนบาทนั้น ทางสถานทูตได้แจ้งว่ามันเป็นการดำเนินการของทางฝั่งกัมพูชาเขา แต่ทางสถานทูตได้ส่งยอดมาให้เราดู ที่เป็นค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

ซึ่งจะมีค่าเอกสารค่าใบมรณะค่าโลงเย็นค่าคนเฝ้าศพและค่าเอกสารอื่นๆ และยังมีค่าโลงที่ใส่ศพกลับมา ค่าการขนส่งจากปอยเปตไปยังพนมเปญ และค่าส่งกลับจากพนมเปญมาปอยเปตอีก โดยทุกอย่างล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเลขทั้งหมด ซึ่งทางสถานทูตได้แจ้งว่า ถ้าหากเราเอาร่างกลับก็จะเสียเงินที่ 4,450 ดอลล่าร์ แต่ถ้าหากให้เผาแล้วเอาแต่กระดูกกลับจะเสียเงิน 3,650 ดอลล่าร์ แต่เราก็อยากจะเอาน้องเรากลับ เพราะว่าเป็นน้องเราก็อยากเอากลับบ้านให้ได้เร็วที่สุด

ส่วนผลการนำไปผ่าพิสูจน์นั้น ก็มีเขียนในใบเอกสารภาษาเขมรมาให้ เมื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว เขาเขียนมาว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หากถามว่าเราเสียดายเงินไหม เราก็เสียดายแต่ว่าถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้น้องเราได้กลับมาบ้าน มันก็ต้องทำและต้องจ่าย เพราะเขาส่งไปพนมเปญก็เลยกลายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของประเทศเขาที่ญาติจะต้องเสียทุกอย่าง แต่ถ้าหากเป็นประเทศไทยก็คงไม่ต้องเสียอะไรมากมายขนาดนี้ แต่ก็มีที่เราให้ทางกู้ภัยไปบ้างเท่านั้น

โดยเงินที่จ่ายไปนั้นเป็นเงินของตนเองรวมกับเงินของป้าด้วย จำนวน 4,450 ดอลล่าร์หรือประมาณ 1.4 แสนบาทเศษที่ต้องจ่ายและหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องยอมเสียไป เพราะเป็นสิ่งเดียวของชีวิตพี่สาว เป็นครอบครัวเป็นน้องเพื่อทำให้เขาได้กลับมา ส่วนทางราชการไทยนั้นได้ช่วยติดต่อประสานงานให้ แต่ทุกอย่างมันอยู่ในกระบวนการของทางเขมรเขา ยิ่งถ้าเราไม่เซ็นใบมอบอำนาจสถานทูตเขาก็ทำอะไรให้ไม่ได้ จึงต้องเซ็นมอบอำนาจให้เขาจัดการเพราะเราก็อยู่ที่นี่เราไปพนมเปญไม่ได้

เมื่อจัดการเรื่องเอกสารเสร็จแล้ว เขาจึงส่งไปให้บริษัทรับจัดการส่งศพที่เราโอนเงินจ่ายให้เขาไป เพื่อให้เขาดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้น้องเราได้กลับมา โดยมีขั้นตอนหลายอย่าง แต่ทางศูนย์ประสานงานชายแดนทางทหารนั้น เขาก็ดีมากที่คอยช่วยเหลือคอยโทรคอยถามมาตลอด ตามที่ทางแฟนของน้องสาวได้โทรประสานไป รวมทั้งเรื่องเอกสารที่เราก็ไม่ได้ใบมรณะบัตรที่เป็นภาษาไทยเลย ทางศูนย์ประสานงานก็กำลังทำให้เราอยู่ เพราะต้องนำกลับมาแจ้งกับทางวัดในการเผาศพพรุ่งนี้

จึงอยากบอกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นสำหรับญาติของคนไทยที่เสียชีวิตในเขมร ถ้าหากถูกส่งศพไปชันสูตรที่พนมเปญก็ต้องทำใจว่าจะต้องเสียเงินประมาณนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายในไทยนั้นก็แล้วแต่เราจะให้ ซึ่งเราก็พอใจที่จะให้ เพราะว่าราคาการเดินทางไปกลับของเรา ที่ไปก็ราคาประมาณนี้ ส่วนในวันนี้เป็นวันเกิดน้อง ได้จุดธูปบอกน้องว่าสุขสันต์วันเกิดนะ เพราะว่าเป็นวันเกิดวันเดียวกัน บอกน้องว่าไม่ต้องเครียดไม่ต้องคิดเยอะ รักน้องคิดถึงมากไม่อยากเห็นน้องนอนอยู่ตรงนี้ อยากให้น้องได้ออกมามีความสุขในวันเกิด และได้บอกน้องว่าไม่ต้องห่วงลูก เดี๋ยวเราจะช่วยดูให้เต็มที่

ส่วนการฉลองวันเกิดนั้น ในวันพรุ่งนี้พอเสร็จจากพิธีสงฆ์ช่วงกลางวัน เราก็จะซื้อเค้กและจะเป่ากับเขาที่นี่ เพื่อให้เขากลับมาหลังจากพระสวดเสร็จ หลังจากปัญหาในการนำศพกลับหมดสิ้นแล้ว เพราะสิ่งที่เราต้องการที่สุดคือขอให้น้องได้กลับมา และได้ทำตามประเพณีได้จัดงานให้น้อง เพราะเราก็รอและเชื่อว่าน้องก็อยากกลับบ้าน และเสียใจที่ไม่อยากให้เขาเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขากลับมาแต่ก็ย้อนเวลาไปไม่ได้ จึงได้พยายามทำใจ

ในทุกวันนี้ได้พยายามคิดว่าเขาไม่ทุกข์แล้ว ไม่ต้องเครียดแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะเติบโตมาด้วยกัน อยากให้เขาได้มีชีวิตที่นานกว่านี้ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เขามีความสุขกับลูก ไม่อยากให้ชีวิตเขามาหยุดอยู่แค่นี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะเป็นแบบนี้ไปแล้ว ก็ต้องยอมรับและทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และอยู่กับความจริงแม้จะยากมากแต่ว่ามันจะต้องผ่านไปได้ นางสุภาพร กล่าว
 

หน้าแรก » ภูมิภาค