วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569 02:20 น.

ภูมิภาค

ขอนแก่นโมเดล" เดินหน้านำร่องปิดจบหนี้ครู! การันตีเงินเหลือใช้ 30%

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

จังหวัดขอนแก่นขับเคลื่อนโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นรูปธรรม คณะครู–ครูบำนาญสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกหลังปรับโครงสร้างหนี้ ย้ำลดภาระดอกเบี้ย แก้ปัญหาผู้ค้ำประกัน พร้อมชี้ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องสหกรณ์ วอนรัฐเร่งเติมเงินดอกเบี้ยต่ำให้โครงการเดินหน้าครอบคลุมทุกกลุ่ม
   

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมขอนแก่นวิทยายน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น (สพม.ขอนแก่น) ตัวแทนคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครู พร้อมด้วยครู ครูบำนาญ และบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้า “โครงการรวมหนี้ครู” ต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม และสถาบันการเงิน

 


นางนวรัตน์ ชูทุ่งยอ ผู้ประสานงานแก้ไขปัญหาหนี้ครูจังหวัดขอนแก่น ในนามชมรมพิทักษ์รักษ์สหกรณ์ครูขอนแก่น (ชพร.ชก.) เปิดเผยว่า คณะครูบำนาญและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดขอนแก่น ขอชื่นชมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1–5 และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ที่ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด โดยยึดแนวทางการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จ และเงินบำนาญเพื่อชำระหนี้ ภายใต้หลักการให้ครูมีเงินเหลือเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
   
ทั้งนี้ สพฐ. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ.04001/ว940 ลงวันที่ 21 มกราคม 2569 กำหนดแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งจังหวัดขอนแก่นถือเป็นจังหวัดที่ปฏิบัติตามแนวทางได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ครูที่ประสบปัญหาหนี้สินสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไปตามระเบียบราชการ

 


   
นางนวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารออมสิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้เชิงระบบอย่างยั่งยืน โดยใช้จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดนำร่อง ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ใช้งบประมาณไม่สูง แต่เห็นผลเชิงประจักษ์ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้มีเกียรติ ศักดิ์ศรี และคุณค่า
   
สำหรับผลการดำเนินงานในพื้นที่ พบว่าจังหวัดขอนแก่นมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมโครงการรวมหนี้แล้วประมาณ 494 ราย เฉพาะบางเขตพื้นที่มีมูลค่าหนี้รวมกว่า 500 ล้านบาท และเมื่อรวมทั้งจังหวัดคาดว่ามูลค่าหนี้รวมอาจสูงถึงหลายพันล้านบาท หลังการปรับโครงสร้างหนี้ ครูจำนวนมากมีเงินเหลือใช้จ่าย มีเงินออม และมีความสุขในการดำรงชีวิตมากขึ้น

 


    
ด้าน นางสุภิดา โนพันธ์ อดีตข้าราชการครูบำนาญ ให้สัมภาษณ์ว่า การรวมหนี้จากธนาคารออมสินมาอยู่ที่สหกรณ์เพียงแห่งเดียว ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน ครูมีเงินใช้ตามเกณฑ์ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีปัญหาผู้ค้ำประกันได้รับผลกระทบ และช่วยฟื้นฟูศักดิ์ศรีในสังคม โดยส่วนตัวปัจจุบันเหลือหนี้เพียงออมสินและสหกรณ์ หลังจากสามารถปลดหนี้บำเหน็จได้แล้ว

ขณะที่ นายพงษ์พิทักษ์ ศิลปษา อดีตข้าราชการครูบำนาญ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือข้อจำกัดด้านเพดานวงเงินกู้และสภาพคล่องของสหกรณ์ ทำให้ครูจำนวนมากยังไม่สามารถรวมหนี้ได้ แม้จะปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้เหลือเงินดำรงชีพ 30 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม หากสามารถรวมหนี้ภายนอกและภายในไว้ที่สหกรณ์ทางเดียว จะช่วยให้ครูบำนาญสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่เกิดปัญหาซ้ำซ้อน

 


   
ส่วน นางอารีวรรณ วงชีแก้ว อดีตข้าราชการครูบำนาญ สะท้อนว่า ปัจจุบันธนาคารออมสินถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครู โดยเฉพาะโครงการเงินกู้สวัสดิการหลายรุ่น ส่งผลให้ครูจำนวนมากถูกฟ้องร้อง บังคับคดี และยึดทรัพย์ ไม่เพียงเฉพาะผู้กู้ แต่ยังรวมถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
   
นางอารีวรรณกล่าวว่า ครูส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ แต่เมื่อเกษียณอายุราชการ รายได้ลดลง แม้จะพยายามปรับโครงสร้างหนี้และส่งเงินอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่เพียงพอตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ ทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น จึงอยากให้ภาครัฐหาแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนสหกรณ์ เพื่อรับโอนหนี้จากออมสิน และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องของทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกัน

 


    
ตัวแทนครูและครูบำนาญย้ำตรงกันว่า โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูถือเป็นความหวังสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา หากได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณและสภาพคล่องอย่างเพียงพอ จะสามารถขยายผลครอบคลุมครูทั้งระบบ และเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนในระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเตรียมขยายเครือข่ายครอบคลุม 20 จังหวัดต่อไป.

หน้าแรก » ภูมิภาค