วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569 04:25 น.

ภูมิภาค

อัยการเรียกเจรจา ปมเงินเยียวยาเครนทับ เด็ก 10 ขวบได้เพียง 2 แสน

วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.41 น.

อำเภอเมืองบุรีรัมย์ – กรณีเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้โดยสารเสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ล่าสุดมีประเด็นการจัดสรรเงินเยียวยาของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งถูกตั้งคำถามในสังคม

หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นางสาวสุพิณนา (หรือพิน) สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาวตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเงินเยียวยาประมาณ 1,700,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชี นายสำเริง สัตบุตร อายุ 64 ปี บิดาของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่ผู้ตายมีบุตรชาย คือ ด.ช.ธนกร (น้องกร) อายุ 10 ปี เพียงคนเดียว ซึ่งอยู่ในการดูแลของญาติฝ่ายบิดามาตั้งแต่เล็ก เนื่องจากบิดาเสียชีวิตตั้งแต่น้องอายุได้ 1 ขวบ

 

 

ต่อมา นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สอบถามและติดตามการจัดสรรเงินดังกล่าว จนมีการโอนเงินจากตาของน้องกรมาให้เป็นจำนวน 200,000 บาท โดยมีการชี้แจงว่า เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระหนี้และใช้จ่ายในการจัดงานศพ เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตรวจสอบสิทธิทายาท และการจัดสรรเงินเยียวยาว่ามีความรอบคอบเพียงพอหรือไม่

ผู้สื่อข่าวสอบถาม นายไพรวัลย์ เทียมเลิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านตาสะดำใหญ่ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและการใช้เงินเยียวยา โดยนายสำเริงได้จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายส่งให้ ระบุว่าได้รับเงิน 1,339,000 บาท และมีการนำไปชำระหนี้หลายรายการ รวมถึงค่าไถ่ที่นา ค่าหนี้สหกรณ์ ค่าหนี้รถยนต์ และค่าใช้จ่ายจัดงานศพ ระบุยอดค่าจัดงานศพสูงถึง 700,000 บาท ทำให้ยอดค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าเงินที่ได้รับ

ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า บัญชีดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารเขียนมือ อ่านแล้วเข้าใจได้ยาก และตั้งข้อสังเกตว่าค่าจัดงานศพอาจสูงเกินจริง เนื่องจากมีประชาชนและหน่วยงานหลายแห่งร่วมช่วยเหลือ ทั้งเงินสดจากราชการ และเงินฌาปนกิจของหมู่บ้านอีกประมาณ 90,000 บาท

 

 

ด้าน นายบุญเรือง ขิงประโคน อายุ 51 ปี ลุงของน้องกร ซึ่งเป็นผู้ดูแลเด็ก เปิดเผยว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องเงินทั้งหมด แต่หากมีส่วนที่เป็นสิทธิของเด็ก ก็อยากให้เก็บไว้เป็นทุนการศึกษา เนื่องจากเงินหากเข้าบัญชีเด็กจะสามารถเบิกใช้ได้เมื่ออายุครบ 18 ปี ส่วนตนยังคงดูแลเลี้ยงดูน้องกรตามเดิม ไม่ได้ยึดติดเรื่องเงินเป็นหลัก

ขณะที่ นางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า ได้พาทั้งตาของเด็กและผู้ดูแลเด็กเข้าพบอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเจรจาหาทางออกร่วมกัน โดยเน้นคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก และลดความขัดแย้งในครอบครัว

 

 

เบื้องต้นการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ส่วนแนวทางข้อยุติจะต้องรอผลการพิจารณาในขั้นต่อไป ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม ตาของน้องกร เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เจ้าตัวยังไม่ประสงค์ให้ข้อมูลใด ๆ ในขณะนี้

 

หน้าแรก » ภูมิภาค