วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 01:50 น.

ภูมิภาค

ไปเที่ยวชุมชนวัฒนธรรม แหล่งโบราณคดีล้ำค่า ประวัติศาสตร์ 3,000 ปี ที่บ้านชีทวน จ.อุบลฯ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.25 น.

บ้านชีทวน ตำบลชีทวน  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี เป็นถิ่นประวัติศาสตร์ เป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย และเป็นแหล่งโบราณคดีที่ล้ำค่า ที่น่าไปเยือนและเที่ยวชมยิ่งนัก 
                 
ประวัติศาสตร์บ้านชีทวน แบ่งออกเป็น 2 ยุคสมัย คือยุคโบราณคดี และยุคประวัติศาสตร์ ยุคโบราณคดีสันนิษฐานได้จาก ตำนานหลักฐานทางโบราณคดี ส่วนยุคประวัติศาสตร์ อาศัยข้อมูลและหลักฐานเอกสารของทางราชการ
             
1.ยุคโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ บ้านชีทวนเดิมเป็นเมืองเก่าแก่มีชื่อว่า “เมืองซีซ้วน” เจ้าเมืองมีนามใดไม่ปรากฏ พระยาซีซ้วนมีบุตรีคนหนึ่ง ชื่อว่า พระนางเจียงได เป็นผู้มีความงดงามมาก ชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลถึงหัวเมืองต่าง ๆ ต่อมาท้าวกาฬหงส์ เจ้าเมืองกันตะศิลา(จำปาศักดิ์)ได้มาสู่ขอและหมั่นไว้ เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายไปถึงเมืองอื่น ๆ ต่างก็ไม่พอใจจึงพยายามยกทัพมาแย่งชิงพระนางเจียงไดให้ได้ ท้าวอินทะสะเกษ ก็ยกทัพมาแย่งชิงพระนางเจียงได โดยยกกองทัพมาตั้งอยู่บริเวณบ้านละทายเมืองน้อยในปัจจุบัน แล้วมารอดักรอพบพระนางเจียงไดที่สวนอุทยานอันเป็นบริเวณวัดทุ่งศรีวิไลในปัจจุบัน และฉุดเอาพระนางเจียงไดไปค่ายที่พักโดยผ่านไปทางทิศใต้อันเป็นที่ตั้งบ้านท่าศาลาในปัจจุบัน เมื่อท้าวกาฬหงส์ทราบข่าวว่าท้าวอินทะสะเกษลักพาพระนางเจียงไดหนีไป ก็โกรธแค้นยิ่งนัก กล่าวหาว่าเจ้าเมืองซีซ้วนยกพระนางเจียงไดให้คนอื่นไป จึงประกาศสงครามสู้รบกับเมืองซีซ้วน
              

เมื่อความทราบถึงท้าวอินทะสะเกษว่าเมืองซีซ้วนกำลังถูกรุกราน จึงยกทัพมาช่วยรบ การสู้รบกินเวลาอยู่หลายปี ในระยะเวลาที่รบกันอยู่นั่นเองพระนางเจียงไดก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายลิง บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า “ท้าวบาลิง” การสงครามยังคงดำเนินการรบไม่หยุดยั้ง ทำให้ไพร่บ้านพลเมืองล้มตายได้รับความเดือดร้อนพากันคิดว่าเป็นเพราะท้าวบาลิง ซึ่งมีรูปร่างอัปลักษณ์และเป็นกาลกิณีแก่บ้านเมือง จึงได้นำท้าวบาลิงไปไหลล่องแพที่ลำน้ำมูล แพของท้าวบาลิงได้ไหลไปยังเขตเมืองกันตะศิลา(จำปาศักดิ์) ยายชาวสวนมาพบแพของท้าวบาลิงที่ท่าน้ำจึงนำไปเลี้ยงไว้ พระนางเจียงไดเศร้าโศรกเสียใจก็ได้ตรอมใจและเสียชีวิตลง  
                
การสู้รบระหว่างเมืองกันตะศิลากับเมืองซีซ้วนยังคงดำเนินต่อไปหลายปี โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะเด็ดขาด จนกระทั้งท้าวบาลิงโตเป็นหนุ่มจึงขออาสาเจ้าเมืองกันตะศิลานำไพร่พลออกทำการรบแต่ขอสัญญาว่าถ้ารบชนะจะต้องได้แต่งงานกับนางคำหล้า ธิดาสุดท้องของเจ้าเมืองกันตะศิลา เมื่อนำทัพออกมาสู้รบกับทัพเจ้าเมืองซีซ้วนและท้าวอินทะสะเกษ ก็จำได้ว่าเป็นหลานและบุตรของตน จึงหยุดทำการรบและเจรจาเป็นไมตรีต่อกัน ท้าวอินทะสะเกษก็กลับบ้านเมืองตน ส่วนเมืองซีซ้วน เมื่อสิ้นเจ้าเมืองแล้วไม่มีใครครอบครอง อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองซีซ้วนล่มสลายลงไปก็เป็นได้ จากตำนานเมืองซีซ้วน คำว่า ซ่วน หรือ ซ้วน นั้นหมายถึงการบำรุง เลี้ยงดู ช่วยเหลือ ค้ำจุน จนปัจจุบันได้แผลงมาเป็นคำว่า “ชีทวน”
                
2.ยุคประวัติศาสตร์ จากการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของบ้านชีทวนในประวัติศาสตร์พบว่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น(พ.ศ.2329-2411) ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ (พ.ร.บ.) บ้านชีทวนเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น มีบทบาทและความสำคัญต่อเมืองอุบลราชธานี จนถูกให้มีท้าวฝ่าย หรือ ญาพ่อฝ่าย ปกครองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าบ้านชีทวนเทียบเท่ากับอำเภอ ขึ้นต่อเมืองอุบลราชธานีโดยตรง นอกจากนี้เนื่องจากมีครอบครัวมาก จึงมีการแบ่งออกเป็นแขวง มีเจ้าแขวง หรือตาแสง เทียบเท่ากับกำนันในปัจจุบันปกครองดูแล เหตุดังกล่าวบ้านชีทวนจึงมีชื่อแขวงหรือคุ้ม เรียกติดปากมาจนทุกวันนี้ เช่นหมู่ที่ 1 เรียกวา คุ้มวัดป่า หมู่ที่ 2 เรียกว่าคุ้มหนองจอก หมู่ที่ 3 เรียกว่าคุ้มนาม่อง 
                  

แหล่งท่องเที่ยวบ้านชีทวน จุดที่ 1  วัดธาตุสวนตาล  ภายในวัดจะมีพระธาตุสวนตาล ซึ่งเป็นสถูปหรือเจดีย์ประธานของวัดก่อด้วยอิฐฉาบด้วยพระทาย พระทายก็คือ การนำหินมาบดหรือตำให้ละเอียดผสมกับน้ำอ้อย ยางบง หนังควายแห้งเผาไฟแล้วตำ ผสมกันในหลุมดินแล้วตำให้ละเอียดเนื้อเดียวกัน จะมีคุณภาพหรือความเหนียวคล้ายกับปูนซีเมนต์)เป็นรูปทรงเลียนแบบพระธาตุพนม องค์เดิม ฐานกว้าง 9 เมตร สูง 18 เมตร น่าจะสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ประมาณ พ.ศ.2250-2300  พระธาตุองค์เดิมพังทลายลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2518 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชาพอดี  ช่วงเวลา 19.30 น.พังทลายก่อนพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม18 วัน
                 
วัดธาตุสวนตาล ยังมีพระธรรมเทโว  เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดขนาดหน้าตักกว้าง 42 ซ.ม. สูง 76 ซ.ม. ประทับนั่งขัดสมาธิ ราบแสดงปางมารวิชัย  ศิลปะแบบลาวจารึกเป็นภาษาพื้นเมือง ซึ่งพระธรรมเทโว หรือชาวบ้านเรียกว่า พระเทโว  ซึ่งเป็นพระคู่บ้าน คู่เมืององค์หนึ่ง พระธรรมเทโวสร้างขึ้นโดยอุปราชธรรมเทโว เมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อวันอาทิตย์ แรม 2 ค่ำเดือนยี่ ปีขาล พ.ศ.2325 (หรือราว 234 ปี) ส่วนที่ว่าได้มาประดิษฐานที่บ้านชีทวนน่าจะราวปี พ.ศ.2352 อันเป็นปีที่ชาวบ้านชีทวนได้เดินทางไปหาวัสดุในการซ่อมแซมพระธาตุสวนตาล ซึ่งได้รับเชิญให้มาก่อสร้างพระธาตุที่นครจำปาศักดิ์และได้พระธรรมเทโวมาเป็นรางวัล  ซึ่งจะนำออกมาเพียงปีละ 1 ครั้ง เมื่อฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลชาวบ้านก็จะนิมนต์ลงไปแห่รอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกตามฤดูกาล และเพื่อให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์  จนเกิดประเพณีแห่พระธรรมเทโว ขึ้นทุกปี จึงมีฉายานามว่า พระพุทธรูปแห่งความอุดสมบูรณ์
                     
เรือขุดโบราณ ณ วัดธาตุสวนตาล  เป็นเรือขุดขนาดใหญ่ทำจากไม้ตะเคียนหินต้นเดียวยาว 24 เมตร กว้าง 2.70 เมตร พบที่ลำน้ำชีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2536 ห่างจากวัดธาตุสวนตาลประมาณ 6-7 กิโลเมตรใช้คนลากประมาณ 150 – 200 คน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงค่ำ ขณะนี้นำมาจัดแสดงที่วัดธาตุสวนตาล คาดว่าเรือลำนี้มีอายุประมาณ  300 ปี จากสมมุติฐานคาดว่า เรือลำดังกล่าว เป็นเรือสำหรับขนส่งสินค้า ซึ่งคาดว่า สามารถบรรทุกสินค้า ได้ถึง 30 ตัน หรือ 3,000 กิโลกรัม  และเรือลำดังกล่าวได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนสินค้าบริเวณตำบลชีทวน  ซึ่ง วัดธาตุสวนตาล เดิมแล้วนั้น ชื่อว่า ท่าแขก ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า และที่พักค้างแรมของเหล่าพ่อค้าทั้งหลายอีกด้วย
                  

นอกจากนี้ที่วัดสวนตาลยังมี สัตตภัณฑ์เชิงเทียน  เป็นไม้แกะสลักลงรักปิดทอง บางตอนประดับด้วยกระจกสี  มีรางเหล็กสำหรับปักเทียนอยู่บริเวณตอนบน เป็นงานไม้แกะสลักฝีมือชาวบ้านที่งดงามมากชิ้นหนึ่ง อายุราวพุทธศตวรรษที่  24  สัตตภัณฑ์เชิงเทียน ก็คือเครื่องตั้งเทียน เพื่อใช้สำหรับปักเทียนให้เกิดแสงสว่าง หรือใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวบ้านชีทวนในสมัยก่อน สัตตภัณฑ์เชิงเทียน อยู่ในศาลาการเปรียญวัดธาตุสวนตาล บ้านชีทวน 
                 
แหล่งท่องเที่ยวจุดที่ 2  วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ มีธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ที่เก่าและแปลก สร้างประมาณปี พ.ศ. 2468-2470 เป็นงานศิลปกรรมที่เกิดจากการผสมผสานความคิดแบบไทยกับฝีมือของช่างญวน รูปแบบจะก่อด้วยปูนเขียนสีด้วยลายต่างๆ พร้อมงานจิตรกรรมฝ้าเพดานศาลาการเปรียญเป็นธรรมมาสน์ที่แปลกและมีอยู่หลังเดียวในประเทศไทย  โดยพระอุปัชฌาวงศ์  เจ้าอาวาสในสมัยนั้น และได้ให้ชาวญวน (ชาวเวียดนาม) ชื่อ เวียง หรือชาวบ้านเรียกว่า แกวเวียง ซึ่งมาขออาศัยอยู่ภายในวัด มาเป็นผู้สร้างธรรมมาสสิงห์ในส่วนฐานจนถึงยอดธรรมมาส ส่วนงานบันไดนาค รั้วกั้นพร้อมกับเสาหงษ์ เป็นฝีมือของพระอุปัชฌาวงศ์พรหมฺสโร ธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก เป็นธรรมมาสน์ที่มีเอกลักษณ์และความเชื่อในแบบไทยและญวณ ซึ่งได้รับอารยะธรรมมาจากจีนและสังเกตเห็นได้ว่าลวดลายต่างๆของธรรมมาสน์นั้นมีการสื่อถึงความเชื่อของไทยและญวณในรูปแบบจีนอยู่ในงานศิลปกรรมนั้น
                  
แหล่งท่องเที่ยวจุดที่ 3  วัดอัมพวันนาราม  เรือติดโบราณ  ณ  วัดอัมพวันนาราม (เรือกะแซง)  เรือโบราณ ลำที่ 2 ลำนี้ ค้นพบเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ณ บริเวณลำน้ำชี (หาดท่าหลวง) ตรงข้ามวัดอัมพวันนาราม เรือโบราณลำนี้ทำจากไม้ตะเคียน มีขนาดกว้าง 3.80 เมตร ประกอบด้วยไม้เปลือกเรือ 15 แผ่น กระดูกงู 24 ชิ้น ยาวจากหัวเรือถึงท้ายเรือ 26.40 เมตร อายุราว 100-150 ปี ปัจจุบันจัดแสดงไว้ที่วัดอัมพวันนาราม บ้านท่าศาลา
                    
นอกจากเรือติดโบราณแล้ว ยังมีหลวงพ่อโต และวิวทิวทัศน์ ณ ลำน้ำชี ท่าวัดอัมพวันนาราม  ในโบสถ์ ของวัดอัมพวันนาราม เป็นที่ประดิษฐานขององค์หลวงพ่อโต พระคู่บ้านของชาวบ้านท่าศาลา ซึ่งเป็นพระที่มีขนาดใหญ่  อายุกว่า 70 ปี  และภาพเขียนสีพระเวสสันดรชาดกบนศาลาการเปรียญ และในบริเวณวัดอัมพวันนารามยังมีวิวทิวทัศน์ บริเวณริมแม่น้ำชี  ที่มีความสวยงามของลำน้ำชี นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมและสัมผัสอากาศเย็นสบาย 
             
แหล่งท่องเที่ยวจุดที่ 4  อุโมงค์ต้นไม้  ถนนเส้นบ้านชีทวน หมู่ที่ 2 เชื่อม ไปยังบ้านท่าศาลา ระยะทาง 2 กิโลเมตร จะเป็นถนนอุโมงค์ต้นไม้ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะจอดถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและชมทัศนียภาพโดยรอบบริเวณดังกล่าวได้  
              

แหล่งท่องเที่ยวจุดที่ 5  ขัวน้อยบ้านชีทวน (ขัวในที่นี้หมายถึงสะพาน)  เป็นขัวที่ใช้สัญจรไปมา  ระหว่าง หมู่ที่ 1 บ้านชีทวน และหมู่ที่ 7 บ้านหนองแคน  จากการสอบถามผู้รู้ในชุมชน  สันนิษฐานว่า มีอายุประมาณ 200 ปีที่แล้ว มีความกว้าง  1.40 เมตร  ความยาว  271.50  เมตร  สูงประมาณ 1.50  เมตร  ขัวน้อยเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านในการก่อสร้าง  เนื่องจากในอดีต การสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก   ชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างขัวน้อยขึ้น เพื่อความสะดวก โดยพื้นที่ที่สร้างเป็นเขตต่อกันระหว่างหนองใหญ่กับหนองผักบุ้ง โดยสร้างตามแนวเขตติดต่อคร่อมคันนาเดิม  วัสดุที่ใช้สร้างส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านหามาได้ เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง ไม้เต็ง ไม้รัง  ประดู่ เพื่อใช้เป็นเสาและคาน  ส่วนไม้แป้นปู (กระดานปู) ไม้ที่ได้ส่วนใหญ่มาจากเรือกระแซงเก่าที่พังไม่ได้ใช้  บ้างก็ได้จากการถากไม้  นำมารวมกันช่วยกันสร้าง จนแล้วเสร็จ
                  
ขัวน้อยมีการชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา   ต่อมาเมื่อประมาณปี 2535 จึงได้จัดทำผ้าป่าสามัคคีขึ้น   เพื่อซ่อมแซมบูรณะขัวน้อย  เนื่องจากขัวน้อยมีสภาพทรุดโทรมอย่างมาก  ประกอบกับไม้   ในการซ่อมแซมเริ่มหายาก  จึงได้ก่อสร้างขัวน้อยขึ้นใหม่  โดยสร้างเป็นสะพานคอนกรีต  โดยยึดเอาแนวขัวเดิมเป็นหลัก  และได้สร้างศาลากลางขัวเพิ่มเติมขึ้น  ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 เดือนจึงแล้วเสร็จ ปัจจุบันขัวน้อย  ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในตำบลชีทวน  ช่วงที่น่าท่องเที่ยว  คือช่วงเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน  เพราะเป็นช่วงหน้าทำนาและช่วงข้าวออกรวง  ทัศนียภาพจะสวยงามมาก
                   
แหล่งท่องเที่ยวจุดที่  6  วัดทุ่งศรีวิไล ที่วัดแห่งนี้มีหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ  เป็นพระพุทธรูปสลักจากศิลาแลง ปางสมาธินาคปรก ขนาดหน้าตักกว้าง 55 ซ.ม. สูง 90 ซ.ม. ยุคทวารวดี มีอายุกว่า 1,000 ปี หรือราวพุทธศตวรรษที่ 17–18 เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์มาก และยังเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลชีทวน และตำบลใกล้เคียงภายในวิหารยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีก 2  องค์คือ องค์ขวาคือพระร่วงโรจนฤทธิ์ และองค์ซ้ายคือหลวงพ่อชัยสิทธิ์ 
        
เดิมบริเวณวัดทุ่งศรีวิไลนั้น เป็นอุทยานของลูกสาวเจ้าเมืองนครลำดวน มีนามว่าพระนางเจียงใด ซึ่งต่อมา ได้รกร้างไปกลายเป็นป่า เป็นที่อยู่อาศัยของสิงห์สาราสัตว์และบริเวณดังกล่าวมีปริศนาเล่าสืบต่อกันมาว่า ทุ่งสามขา โนนนกเขียน เงินสามเกวียนอยู่ใต้ต้นพลับ ซึงชาวบ้านได้อาศัยเป็นที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ณ โนนนกเขียนแห่งนี้เอง ชาวบ้านได้พบพระพุทธรูป โดยเห็นเกศโผล่ขึ้นมา และมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ หลายองค์ จึงได้ทำโรงเรือนไว้เพื่อสักการบูชา ณ บริเวณโนนนกเขียน (วัดทุ่งศรีวิไล) พระพุทธวิเศษ เดิมทีเรียกท่านว่า พระพุทธรูปศิลาแลงปางนาคปรก ต่อมาในกลางดึกของคืนวันหนึ่งได้เกิดไฟไหม้ป่าและไหม้โรงเรือนที่ท่านประดิษฐานพระพุทธรูปต่าง ๆ นั้นไหม้เป็นเถ้าถ่านบางองค์ก็ถูกไหม้เป็นบางส่วน แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่มีพระพุทธรูปศิลาแลงปางนาคปรกอยู่หนึ่งองค์ที่ตั้งอยู่นอกกองไฟ โดยที่ไม่มีไฟไหม้เลย ชาวบ้านสอบถามว่ามีใครได้นำพระพุทธรูปดังกล่าวออกมาหรือไม่ แต่ไม่มีใครทราบ จากนั้นจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระเจ้าวิเศษ และได้เปลี่ยนชื่อท่านว่า หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ 
        
ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ยังมีคำกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เช่น การบนบานศาลกล่าวเกี่ยวกับเรื่องเจ็บป่วย การงานและการขอบุตร ขอยกตัวอย่างกรณีของกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ของรัชกาลที่ ๕ สำเร็จราชการในมณฑลอีสาน ได้ประทับที่เมืองอุบลฯ และได้ขอหม่อมเจียงคำมาเป็นชายา แต่ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา คราวหนึ่งได้ออกเยี่ยมไพร่ฟ้าประชาชน ตามหัวเมืองต่าง ๆ และได้ผ่านบ้านชีทวน ทราบข่าวว่าบ้านชีทวนมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คือหลวงพ่อพุทธวิเศษที่สามารถบนบานศาลกล่าวขอให้สมปรารถนาได้ จึงพาหม่อมเจียงคำนำดอกไม้ธูปเทียนทองไปสักการะบูชาเพื่อขอพระโอรสและพระธิดา ต่อมาไม่นานหม่อมเจียงคำก็ตั้งครรภ์และมีพระโอรสและพระธิดา ๒ พระองค์ตามความปรารถนา คือหม่อมเจ้าอุปลีสาน และหม่อมเจ้ากมลีสาน เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพุทธวิเศษ เป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เจ้านายและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ตลอดทั้งข้าหลวงต่างพระองค์มาสักการะบูชาอยู่เป็นนิจ
                 
นอกจากนี้ ที่หมู่บ้านชีทวน ตำบลชีทวน  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี  ยังมีงานประเพณีที่สำคัญ อาทิ งานเทศน์ปฐมสมโพธิแบบโบราณบนธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก   ณ  วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์บ้านชีทวน  ในการเทศน์ของพระสงฆ์ในภาคอีสาน  ตั้งแต่โบราณมาเป็นการเทศน์โดยใช้ใบลานที่จารึกเป็นอักษรธรรม  ทำนองการเทศน์เป็นทำนองอีสาน  ที่นิยมเทศน์กันอีกผูกหนึ่งคือ  ผูกปฐมสมโพธิ อันเป็นการกล่าวถึงพุทธประวัติ  เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือธรรมาสน์ที่พระสงฆ์ใช้นั่งเทศน์จะมีลายวิจิตรงดงามอ่อนโยนอันแสดงถึงจิตใจของชาวอีสานที่งดงามอ่อนโยน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก  ที่ศาลาการเปรียญ(หอแจก) วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ บ้านชีทวน ตำบลชีทวน  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี  
                      
สำหรับความเป็นมาของการจัดงานเทศน์ปฐมสมโพธิแบบโบราณ ณ ธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ณ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์  สืบเนื่องมาจากเมื่อปี พ.ศ.2554 ท่านสุรพล สายพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีในสมัยนั้นท่านเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานได้สั่งการให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลชีทวน และชาวบ้านทั้ง 11 หมู่บ้านของตำบลชีทวน จัดงานเทศน์ปฐมสมโพธิแบบโบราณเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ  5 ธันวาคม  2554  จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อการฟื้นฟูการเทศน์แบบโบราณบนธรรมมาสสิงห์เทินบุษบกเมื่อวันที่  5  พฤษภาคม  2554  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล   เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ  5  ธันวาคม  2554   และเป็นการเผยแพร่และฟื้นฟูการเทศน์แบบโบราณบนธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ต่อมาจึงได้กำหนดให้มีการจัดงานดังกล่าวขึ้น ทุกวันที่ 3 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นการฟื้นฟูการเทศน์แบบโบราณ บนธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ณ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์
        
โดยในการจัดงานเทศน์ปฐมสมโพธิดังกล่าวที่จัดขึ้นทุกปี มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดก็คือการอนุรักษ์ฟื้นฟูการเทศน์แบบโบราณ บนธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก โดยได้ฟื้นฟูการเทศน์ในรูปแบบโบราณ ตั้งแต่ขบวนแห่ ขบวนฆ้อง  ขบวนเป่าหอยสังข์ ขบวนตุง  ขบวนขันหมากเบ็ง  ต้นเงินแบบโบราณ  และเสลี่ยงพระแบบโบราณ  ประกอบการกับแต่งกายของชาวบ้าน  เป็นการแต่งกายในชุดแบบพื้นเมือง คือ ชายใส่เสื้อขาว  นุ่งผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้ามัดเอว  หญิงใส่เสื้อขาว  นุ่งผ้าถุง มีผ้าเบี่ยงพลาดไหล่ และเดินขบวนจากวัดทุ่งศรีวิไล มา วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์   และในส่วนของการอาราธนาศีล จะเป็นการเป็นการสวดในทำนองสรภัญญะ  สำหรับองค์เทศน์ก็จะใช้ใบลานที่จารึกเป็นอักษรธรรม  เทศน์ทำนองการเทศน์เป็นทำนองอีสานโบราณทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากมาเที่ยวชม 
                  
งานประเพณีบุญบั้งไฟตำบลชีทวน  บุญบั้งไฟ เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน นิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล มีทุกหมู่บ้านเข้าร่วมขบวนแห่รวมทั้งบ้านหัวดูน ตำบลหัวดอน เข้าร่วมด้วย รวม 12 ขบวน
                  
งานประเพณีแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ของตำบลชีทวน  งานประเพณีแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือน สิงหาคม-กันยายน  ซึ่งระยะนี้จะเป็นช่วงฤดูน้ำมาก   เชื่อว่าการแข่งเรือยาวเพื่อเป็นการบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ เป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในบุญออกพรรษา  เป็นการส่งเสริมให้มีการละเล่นแข่งเรือเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ และการสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในหมู่บ้าน  และเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งตำบลชีทวน ได้จัดงานประเพณีแข่งขันเรือยาว ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ  ในช่วงเดือน สิงหาคม - กันยายน  ของทุกปี
                    
นอกจากนี้ ที่บ้านชีทวน ยังมี สินค้า  OTOP  ของตำบลชีทวน เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว  คือ ผ้าลายปลาอีด เนื่องจากชาวบ้านชีทวน มีวิถีชีวิตเกี่ยวกับการหาปลา  จึงนำการว่ายน้ำของปลามาประยุกต์ เป็นลายผ้า  ซึ่งลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ของตำบลชีทวน โดยสามารถซื้อและแวะชมการทอผ้าได้ที่ ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้า  OTOP ของตำบลชีทวน  ณ วัดพระธาตุสวนตาล
          
ปลาอีด  เป็นปลาตัวเล็กๆ ลำตัวเรียวยาวมีลายเล็กตามตัว อาศัยอยู่ในน้ำจืด  ชอบอาศัยอยู่กันเป็นฝูงนิยมนำมาประกอบอาหาร ประเภทอ่อมหรือห่อหมก ภาษาถิ่นทางอีสาน เรียกว่า  ปลาอีอีด  ส่วนผ้าลายปลาอีดนั้น บรรพบุรุษได้แนวคิดลายผ้ามาจากการว่ายน้ำของฝูงปลาอีด และได้เรียกลายดังกล่าวว่า ผ้าลายปลาอีด  และเป็นสินค้า OTOP ของตำบลชีทวนต่อมา
                  
การเดินทางมายังตำบลชีทวน  1.  รถยนต์ส่วนตัว  เมื่อท่านเดินทางมาจากตัวเมืองอุบลราชธานี มาตามถนนแจ้งสนิท อุบล-ยโสธร พอมาถึงกิโลเมตรที่ 22 บ้านท่าวารี จะมีทางเลี้ยวโค้ง ทางเข้าบ้านชีทวนจะอยู่บริเวณทางโค้งพอดี เข้ามาอีก 5 กิโลเมตร ก็จะถึงตำบลชีทวน ใช้ระยะเวลา  30 นาที   2.  รถโดยสารประจำทาง  ขึ้นรถสองแถว อุบล - เขื่องใน  ณ  คิวรถวัดทองนพคุณ สี่แยกกิโลศูนย์  แจ้งรถโดยสารว่าจะลงบ้านท่าวารี  ใช้ระยะเวลาประมาณ 40 นาที ถึงบ้านท่าวารี  ท่านสามารถติดต่อรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างจากบ้านท่าวารีเข้ามาบ้านชีทวน หรือจ้างเหมาสำหรับพาเที่ยวตำบลชีทวนได้
                             
คำขวัญบ้านชีทวน

ดินแดนแห่งธรรมะ          ศิลปวัตถุโบราณ
สืบสานวัฒนธรรม            เลิศล้ำสัตตภัณฑ์เชิงเทียน
ภาพเขียนธรรมมาสสิงห์     มิ่งขวัญพระพุทธวิเศษ
ทุกเขตลือนาม                      งดงามพระธรรมเทโว
ใหญ่โตเรือโบราณ                กล่าวขานถึงองค์พระธาตุ
ถิ่นนักปราชญ์เมืองคนดี         เป็นศักดิ์ศรีของบ้านชีทวน
                 
นักท่องเที่ยวหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการไปเยือนถิ่นประวัติศาสตร์บ้านชีทวน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานและบริหารจัดการการท่องเที่ยวตำบลชีทวน องค์การบริหารส่วนตำบลชีทวน  หมู่ที่ 1  ตำบลชีทวน  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์  045232035 หรือ 045232089  โทรสาร  045232141  (ในวันเวลาราชการ)  หรือ Website : www.cheethuan.go.th   หรือ Facebook www.facebook.com/cheethuanlocal หรือ Email : cheethuan@gmail.com 

ขอบคุณข้อมูลจาก : อบต.ชีทวน 
 

หน้าแรก » ภูมิภาค