วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 22:34 น.

ภูมิภาค

โรงพยาบาลลานนา เตือนรับมือ “ไวรัสตับอักเสบ เอ” ระบาดหนัก แค่ร่วมโต๊ะอาหารก็เสี่ยงติดเชื้อ พร้อมแนะวิธีป้องกันและสังเกตอาการ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

จากสถานการณ์ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งพบผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 50 ราย จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนนั้น เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “โรคไวรัสตับอักเสบ เอ” เป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก วันนี้ทาง พญ.อัจฉราภรณ์ คงนาค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลลานนา จึงได้ออกมารณรงค์ให้ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักและแนวทางป้องกันที่ถูกต้องให้กับประชาชน

ทำความรู้จัก “ไวรัสตับอักเสบ เอ” (Hepatitis A) โรคไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis A virus (HAV) ซึ่งเป็น RNA Virus ในตระกูล Picornaviridae ทำให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันของตับ แม้คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับไวรัสตับอักเสบบี (B) หรือซี (C) ที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับมากกว่า แต่ไวรัสตับอักเสบเอก็มีความอันตรายในรูปแบบของตัวเอง โดยโรคนี้เป็นการติดเชื้อแบบ “เฉียบพลัน” ส่วนใหญ่มักรักษาหายขาดได้เอง ไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และไม่พัฒนาไปสู่มะเร็งตับ

ติดต่อง่าย แค่ “กินร่วมกัน” ความน่ากลัวของไวรัสชนิดนี้คือ “การติดต่อที่ง่ายดาย” เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาทางอุจจาระของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกายผู้อื่นผ่านทางเดินอาหาร (Fecal-oral route) โดยมีช่องทางการติดต่อหลัก ได้แก่:การรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส การใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น ช้อน จาน แก้วน้ำ หรือกระติกน้ำแข็ง การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือเข้าห้องน้ำแล้วล้างมือไม่สะอาดก่อนหยิบจับอาหาร แพร่กระจายได้รวดเร็วในพื้นที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันหนาแน่น เช่น โรงอาหาร โรงงาน โรงเรียน หรือแคมป์คนงาน

สัญญาณเตือนภัย อาการแบบไหนต้องระวัง? หลังจากรับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-4 สัปดาห์ ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ:ระยะแรก (คล้ายไข้หวัดหรืออาหารเป็นพิษ): มีไข้ต่ำๆ ถึงสูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีอาการปวดท้องขวาบน (บริเวณตับ) ระยะตับอักเสบ (จุดสังเกตสำคัญ): ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ “ดีซ่าน” คือ ตัวเหลือง ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำชา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตับกำลังเกิดการอักเสบ

ใครคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ? แม้ในคนทั่วไปวัยหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรง เมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มักจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้โดยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อ แต่สำหรับ ผู้สูงอายุ และ ผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม (เช่น พาหะไวรัสตับอักเสบบี, ตับอักเสบซี, โรคตับแข็ง หรือไขมันพอกตับ) หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ซ้ำเติม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้น “ตับวายเฉียบพลัน” และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

แนวทางการป้องกันตนเองและครอบครัว การป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้: กินร้อน ช้อนกลาง (ส่วนตัว): รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ และที่สำคัญควรใช้ “ช้อนกลางส่วนตัว” ในการตักอาหารเมื่อต้องร่วมโต๊ะกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนทางน้ำลาย ล้างมือให้สะอาด: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหารหรือปรุงอาหาร ดื่มน้ำที่สะอาด: เลือกดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน

“ตรวจภูมิคุ้มกัน และ ฉีดวัคซีน” ทางเลือกที่คุ้มค่า ปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยแนะนำให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม (ห่างกัน 6-12 เดือน) ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันโรคได้ยาวนาน 10-20 ปี หรืออาจตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ “เจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกัน” ก่อนพิจารณาฉีดวัคซีน เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยอาจเคยได้รับเชื้อไวรัสนี้ไปแล้วในวัยเด็กโดยไม่มีอาการ และร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวรขึ้นมาแล้ว การเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันซึ่งมีค่าใช้จ่ายในหลักร้อยบาท จะช่วยยืนยันผล หากพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักพันในการฉีดวัคซีน แต่หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน การฉีดวัคซีนถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดในการป้องกันโรคนี้

สถานการณ์ไวรัสตับอักเสบ เอ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป หากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ใส่ใจสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร และเข้ารับการตรวจภูมิคุ้มกันหรือฉีดวัคซีนป้องกัน ก็จะสามารถใช้ชีวิตและสังสรรค์ร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างปลอดภัย ห่างไกลจากโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้อย่างแน่นอน


 

หน้าแรก » ภูมิภาค