ภูมิภาค
เพื่อไทยทนได้ ภท.ไม่หนุนร่าง รธน. ยังเดินร่วม รบ.ต่อ หวั่นสะพานเขียวทอดแทรก
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
วันที่ 6 มิ.ย.69 เวลา 13.30 น. ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อหนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทยนั้นว่า อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รอง หน.พรรคเพื่อไทย ต้องเข้าใจว่าบริบทการเมืองในขณะนั้นกับตอนนี้มันเปลี่ยนไป ในวันนี้พรรคภูมิใจไทยเขากลายเป็นพรรคที่โตกว่าพรรคเพื่อไทยแล้ว สำหรับคอการเมืองมองไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสถานการณ์เปลี่ยน ภท.มีเสียงในสภามากที่สุด
ที่สำคัญการแก้ รธน.จะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องอาศัยเสียงของ สว.ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามตั้งแต่วาระแรก และเป็นที่รู้กันดีว่าทิศทางของ สว.และพรรคภูมิใจไทยนั้นส่วนใหญ่ก็แทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจารย์ชูศักดิ์ จึงต้องน้อมรับความเป็นจริงว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนการตัดสินใจก็ย่อมเปลี่ยนไป แต่อย่าลืมว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นเราได้ออกเสียงประชามติกันด้วย และมีประชาชนเห็นชอบมากถึง 21 ล้านเสียง สิ่งนี้จึงทำให้รัฐบาลและรัฐสภาต้องเคารพเสียของ ปชช. คือ การดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประชาชน
แม้รัฐธรรมนูญจะกินไม่ได้ แต่มันคือหัวใจในการปกครองประเทศ และต้องยอมรับความจริงว่า รธน.ปี 2560 นั้นได้ออกแบบโครงสร้างมาหลายอย่าง ในการขัดหลักการสำคัญต่อระบบรัฐสภา เช่น ที่มาของ สว.นั้นมีความยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ อำนาจองค์กรอิสระ อำนาจของศาล รธน.ที่เหนือองค์กรนิติบัญญัติเหนือแม้แต่องค์กรบริหารประเทศอีกด้วย จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่พูดได้ว่า รธน.ฉบับนี้มีปัญหา เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาการเมืองการปกครองมีปัญหา ปากท้องที่ผูกโยงอยู่กับสิ่งนี้ก็มีปัญหา
ฉะนั้นการแก้ รธน.จึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนว่า เวลาพูดถึง รธน. นั้นรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ และมีคำถามว่าทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้องก่อน ซึ่งการแก้ปัญหาปากท้องและการแก้ รธน.นั้นสามารถทำไปพร้อมกันได้ เรื่องแก้ รธน.เป็นหน้าที่ของรัฐสภา ในวันนี้จึงไม่แปลกใจที่ ภท.เขาถอนตัวออกจากร่างที่ พท.เสนอ เพราะเขาเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางของรัฐสภาได้ เขาก็อยากกำหนดร่างของเขาเอง ส่วนบางคนอาจจะมองว่าจะเป็นรอยร้าวระหว่างเพื่อไทยและภูมิใจไทยหรือไม่
สุดท้ายการเมืองเป็นเรื่องที่คุยกันได้ โดยที่เขาก็อ้างเหตุผลในการถอนตัวว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่ 18/2568 ที่เกรงว่าศาล รธน.ให้อำนาจรัฐสภา คือ หากจะมี สสร.จะไปเลือกตั้งโดยตรงจาก ปชช.ไม่ได้ ซึ่งร่างของเพื่อไทยอาจจะมีความสุ่มเสี่ยง แม้ขั้นตอนสุดท้ายร่างของเพื่อไทยจะให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก สสร. แต่ สสร.จะมีการเลือกตั้งมาจากแต่ละจังหวัดก่อน จึงทำให้ทางภูมิใจไทยอ้างเหตุผลเพื่อจะถนอมน้ำใจกันว่า มันเป็นการสุ่มเสี่ยงจึงมีความจำเป็นในการที่ต้องถอนตัวออกไปในกรณีร่าง รธน.ของเพื่อไทย
จึงทำให้มองว่ารอยร้าวระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยนั้นยังไม่มี ในทางการเมืองที่เพิ่งมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา เขาก็คงไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นในขณะนี้ และต่างก็ต้องการให้การเมืองนิ่งเสียก่อน ส่วนหลายคนที่คิดไปไกล และมองไปจนถึงพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ที่ในสายตาสังคมมองว่าเป็นพรรครอร่วมรัฐบาล เช่น พรรคกล้าธรรม นั้น เมื่อได้เห็นทางภูมิใจไทยถอนชื่อก็ถอนตาม จนทำให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามที่พรรคการเมืองนี้ได้ถูกขนานนามเอาไว้แล้วว่า เป็นพรรครอร่วม อะไรที่เขาทอดไมตรีกับทางภูมิใจไทยได้ เขาก็ทำจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร
และไม่ได้มองว่าเป็นการฉีกหน้าหรือเป็นการไม่รักษามารยาททางการเมือง เพราะเขาพยายามมีเหตุผล ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเขาถอนออกไป และจากการที่นายนิกร จำนง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และทางหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเอง คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รวมถึงอาจารย์เชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ที่ออกมาจึงถือเป็นการปรับความเข้าใจกัน ในทางการเมืองนั้นแม้อาจจะขุ่นเคืองกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่จะไปถึงขั้นฉีกหน้ากันหรือไม่นั้น สุดท้ายอะไรที่ผลประโยชน์มันสมดุลกันก็ยังไปด้วยกันได้ทางการเมือง
ขณะที่เพื่อไทยเองนั้นก็ต้องร้องเพลงไปด้วยว่า “อะไรก็ยอม” เพราะในวินาทีนี้อะไรก็ต้องยอม แม้จะคิดว่าเป็นการฉีกหน้าหรือไม่ฉีกหน้าก็ยังต้องคงอยู่กันแบบนี้เพราะไม่อยากไปเป็นฝ่ายค้าน ยังไม่ถึงขั้นเกิดเป็นรอยร้าวอะไรมากมาย และในเวลานี้ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่จะนำมาต่อรองกัน เพราะยังมองไม่เห็นความร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาลเกิดขึ้น คงเป็นเพียงการส่งสัญญาณว่าหากจะแก้ก็ต้องเอาตามเขา เวลานี้การจะแก้ รธน.จะสำเร็จหรือไม่ การยกร่างฉบับใหม่จะขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย เพราะมีเสียงจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคอื่นๆ อีกทั้ง สว.เราก็รู้กันอยู่ว่าทิศทางการทำงานส่วนใหญ่เป็นอย่างไร
ฉะนั้นแล้วจึงเป็นการวัดความจริงใจของพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าจะเคารพเสียงของ ปชช.หรือไม่ ในขณะที่พรรคอื่น เช่น พรรคประชาชน เขาก็พร้อมแก้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมาดูกันในเนื้อหาหลักการอะไรที่เมื่อเดินหน้าต่อไปจะมีจุดร่วมกันอย่างไร ส่วนตัวจึงมองว่าไม่น่าจะมีการต่อรองอะไรกันในขณะที่ ภท. เขาก็อยากเป็นผู้กำหนดทิศทางในการที่จะยื่นร่างแก้ไข รธน.เอง ส่วน “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อออกมาแล้วก็ต้องยอมรับความจริง ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสะท้อนได้หลังจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากที่พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นพรรคขนาดใหญ่ กลายมาเป็นพรรคขนาดกลาง และมองได้ว่าทุกอย่างนั้นมันมีระยะเวลาของมัน
การที่ได้ออกมานั้นจึงไม่ได้มีผลอะไรต่อทางการเมืองมากมาย ในทางกลับกัน “คุณทักษิณ” ก็ต้องวางตัวในจุดที่เหมาะสม เพราะในบางครั้งเมื่อพูดอะไรบางอย่างออกไปแล้วมันได้กลายไปเป็นดาบสองคม และส่งผลให้แก่พรรคเพื่อไทยเอง เวลานี้เพื่อไทยอยู่ในการที่จะต้องฟื้นฟูกิจการพรรค เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ จึงต้องกลับไปถามตนเองแล้วว่า พท.จะเดินกันอย่างไร จะมีทิศทางอย่างไร ฉะนั้นการออกมาหรือการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณต้องกระทำการอย่างระมัดระวัง เพราะในบางครั้งอาจจะไม่ส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทยในบางจุดด้วย จึงมองว่าการออกมาของ “ทักษิณ” ไม่ได้มีผลอะไรเลย
ส่วน พท.จะมีโอกาสได้แก้ไขร่าง รธน.หรือไม่นั้น ก็ต้องไปรอมชอมหรือไปดูว่าของตนเองนั้นมีหลักการอะไรที่เป็นประโยชน์และเสนอเข้าไปในร่างและพูดคุยกับ ภท.ด้วยหลักการประนีประนอมและต้องยอมรับว่าตนเองนั้นเสียงเบากว่าไม่ได้ดังเหนือกว่าแบบในอดีต ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะการเมืองขณะนี้ และจะไม่กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในอนาคตด้วย เพราะเพื่อไทยก็ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะมองเห็นหลายบ้านจะลำบากหากตกไปเป็นฝ่ายค้าน จนอาจจะนำไปสู่การย้ายค่ายหนีไปก็ได้ อย่างไรก็ต้องยอมเขา เพราะยังมีอีกพรรคหนึ่งที่ยังทอดสะพานเขียวรออยู่ พอเห็น ภท.ถอนก็ถอนตามเลยในทันที จึงเป็นปัจจัยอื่นที่ทำให้ พท.ไม่สามารถจะขยับอะไรได้จึงต้องยอมอยู่ในสภาวะแบบนี้
ขณะนี้จึงไม่มีอะไรร้าวฉานในพรรคร่วมรัฐบาล เพียงแต่ต้องไปลุ้นกันในเรื่องของคำวินิจฉัยศาล รธน.จะออกมาว่าอย่างไร เพราะเรื่องอยู่ที่ศาล รธน.ในการวินิจฉัยว่าเป็นไปตาม รธน.หรือไม่ เพราะจุดสุ่มเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องศาลมากกว่าเรื่องของทางสภา โดยในทางสภานั้นพรรคร่วมก็ยังเข้มแข็งอยู่ ในจุดนี้ประเด็นจึงไม่ใช่ประเด็นต่อรองอะไร เป็นประเด็นที่ไกลกว่าเหตุ ที่ ภท.ต้องถอนตัวเพื่อต่อรองเพื่อไทย และยังยืนว่า ภท.เขาต้องการทำร่างของเขาเอง และอยากเป็นผู้กำหนดทิศทางที่จะแก้ไขเพิ่มเติม รธน.เอง
ที่มาของ สสร.เพื่อไทยสุ่มเสี่ยงกับการขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. เพราะศาลบอกว่าเป็นอำนาจของรัฐสภา จากคำวินิจฉัยศาลจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง สสร.โดยตรงจาก ปชช. และยังเป็นข้ออ้างที่มองว่าฟังขึ้นในการที่ถอนชื่อหนุน เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจเพื่อไทย แต่สุดท้ายคือ ภท.เขาต้องการจะกำหนดทิศทางในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของเขาเอง และร่างของ ภท.จะเป็นร่างเดียวที่จะทำให้การแก้ไข รธน.ไปถึงฝันได้หรือไม่ แต่หากพรรคประชาชนมีร่างประกบ สว.ก็อาจจะมีความเห็นต่าง ด้วยเหตุปัจจัยที่ต้องใช้เสียง สว.ด้วย
ตลอดจนปัจจัยสุดท้ายที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้านร่วมกันด้วยในวาระที่ 3 ที่ต้องใช้เสียงทั้ง สว.และฝ่ายค้าน จึงมองว่าร่างของ ภท.จะเป็นร่างเดียวที่หลุดพ้นเหลือรอดไปได้ในการที่จะยกร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ในครั้งนี้ จึงอยากฝากไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ต้องเอาหลักการมาใส่ อย่าเอาสิ่งที่ขัดหลักการมาใส่ เราต้องวางกรอบว่าเราเป็นระบบรัฐสภา หลักการสำคัญในระบบรัฐสภาเราจึงต้องนำไปใส่เป็นหลัก อย่าไปร่าง รธน.ที่ผิดเพี้ยนจากหลักการสำคัญ
จากการที่ รธน. ฉบับ 2560 ที่หลายอย่างผิดเพี้ยน เช่น ที่มาของ สว.ที่ไม่ยึดโยงกับ ปชช. จนเห็นกันในหน้าสื่อในเรื่องของการฮั้ว สว. และสุดท้ายจะจบอย่างไรจึงอย่าไปคิดอะไรที่มันซับซ้อน ถ้าจะมาจาก ปชช.ก็ให้เป็นระบบเลือกตั้งไปก็จบ และพยายามให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารมีความใกล้ชิดถ่วงดุลตรวจสอบกันเอง อย่าไปให้อำนาจอื่นมาคร่อมอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร ทั้งองค์กรอิสระ หรือศาล รธน. ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า ประเทศเรารัฐสภาไม่ได้เป็นใหญ่ รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีต้องทำงานภายใต้ความไว้วางใจของสภาผู้แทนฯ กลายเป็นต้องมาให้ความไว้วางใจแก่องค์กรอิสระหรือศาล รธน.ด้วย
จึงกลายเป็นระบบรัฐสภาที่รุงรัง เมื่อการเมืองมีปัญหาบ้านเมืองก็เดินไปลำบาก ทั้งเศรษฐกิจสังคมอะไรต่างๆ วันนี้ต้องหันมามองว่าหลายๆ อย่างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจการศึกษาสาธารณสุขและกระบวนการยุติธรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ปชช. ตลอดจนการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ส่วนตัวมองว่าเป็นวาระที่ ปชช.ต้องจับตามองร่วมกัน รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ต้องแก้ไขให้เป็นไปตามหลักการในระบอบรัฐสภา และขอเชิญชวนให้พี่น้อง ปชช.มาร่วมกันจับตาด้วยกัน แม้กระทั่งการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ทั้งรัฐบาลและข้าราชการประจำด้วย ผศ.นพพร กล่าว
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » ภูมิภาค
Top 5 ข่าวภูมิภาค
![]()
- ยายป่วยมะเร็งโกนผม สแกนบัตรคนจนไม่ผ่านกว่า 20 ครั้ง ก่อนร้องไห้โฮเมื่อสำเร็จ 6 มิ.ย. 2569
- มรสุมแรงถล่มไทยตอนบน เตือนฝนหนัก-หนักมาก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 6 มิ.ย. 2569
- สืบเขมราฐผนึก ตชด.227 รวบหนุ่มอุบลฯ ยึดยาบ้าลอตใหญ่ 7.28 แสนเม็ด 6 มิ.ย. 2569
- รวมไทยสร้างชาติ ปักธงตั้งสาขาพรรคที่ 25 จังหวัดราชบุรี "ชัชวาลล์-อรรถวิชช์" ประกาศเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ทุกมิติ 6 มิ.ย. 2569
- “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก 6 มิ.ย. 2569
ข่าวในหมวดภูมิภาค
![]()
ยาย 76 ยิ้มได้แล้ว หลังได้รับวิกผมจากผู้ใจบุญ หวังช่วยแก้ปัญหาสแกนใบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 21:16 น.- พัทลุงสืบสานพิธีกวนข้าวยาคู 13 กระทะ สมโภชพระสี่มุมเมือง 21:01 น.
- โคราชจัดใหญ่! เปิดถนนสีรุ้ง 1 กม. ปลุกพลัง “PRIDE OF ISAN 2026” 17:54 น.
- รวมไทยสร้างชาติ ปักธงตั้งสาขาพรรคที่ 25 จังหวัดราชบุรี "ชัชวาลล์-อรรถวิชช์" ประกาศเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ทุกมิติ 17:13 น.
- ฮือฮา! ปรากฏการณ์ "ปลิงทะเลสีชมพู" ลอยเกลือนหาดสวนสน เตือนนักท่องเที่ยวดูได้แต่ห้ามจับอาจเกิดอาการแพ้ 17:07 น.


