วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 20:09 น.

ภูมิภาค

เชียงรายถกหาแหล่งน้ำดิบใหม่แทนแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง ภาคประชาชนยื่น 5 ข้อถึงรัฐบาล เร่งแก้วิกฤตน้ำปนเปื้อนระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.06 น.

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “คนเชียงรายต้องการแหล่งน้ำผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อน” ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารพระรัตนปัญญาญาณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย เปิดเวทีให้ภาคประชาชน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และฝ่ายนิติบัญญัติ ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางรับมือวิกฤตการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ระบบนิเวศ การเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงราย

 

เวทีเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นการสะท้อนสถานการณ์ผลกระทบจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชาวประมง กลุ่มผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย และประชาชนอำเภอเชียงของ ซึ่งต่างระบุว่าปัญหาการปนเปื้อนส่งผลต่อวิถีชีวิต รายได้ และความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว กล่าวว่า สังคมรับรู้ถึงปัญหาการปนเปื้อนแล้ว สิ่งสำคัญในวันนี้คือการจัดทำ แผนเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในแม่น้ำ เพื่อใช้เป็นกรอบติดตาม ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

 

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงพื้นที่อำเภอเชียงของที่เริ่มพบความผิดปกติของแม่น้ำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังชาวบ้านจับปลาแค้ได้จำนวนมากผิดธรรมชาติ จนนำไปสู่การรวมตัวของภาคประชาชนเพื่อติดตามคุณภาพน้ำ ศึกษาผลกระทบ และผลักดันมาตรการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

 

ด้าน นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า การประปาจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำดิบที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเพียงพอรองรับการผลิตน้ำประปา โดยปัจจุบันต้องใช้น้ำดิบประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง แต่หลายแหล่งน้ำมีข้อจำกัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง

 

ผลการศึกษาร่วมกับกรมชลประทานพบว่า บริเวณฝายแม่ลาว มีศักยภาพด้านปริมาณน้ำมากกว่าพื้นที่อื่น และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบในทุกมิติ ก่อนดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงบทเรียนจากอุทกภัยปี 2567 ทำให้จังหวัดเชียงรายต้องเร่งวางแผนด้านความมั่นคงทางน้ำในระยะยาว โดยเทศบาลสนับสนุนแนวคิดย้ายแหล่งผลิตน้ำประปาไปยัง ฝายแม่ลาว ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อำเภอแม่สรวยและเวียงป่าเป้า

 

โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแม่น้ำกก เพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปา และรองรับการใช้น้ำของประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย รวมถึงพื้นที่อำเภอพาน แม่ลาว และเวียงชัย โดยมีเป้าหมายเริ่มจัดซื้อจัดจ้างภายในสิ้นปีนี้ และก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 1–2 ปี

 

ในช่วงที่สองของเวทีเสวนา ผู้แทนจากการประปาส่วนภูมิภาค เทศบาลนครเชียงราย ส.ส.มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม และ ส.ว.มณีรัตน์ เขมะวงศ์ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหา

 

ส.ส.มลธิชา ระบุว่า ปัญหาการปนเปื้อนกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำแผนเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันประเด็นเข้าสู่รัฐสภา รวมถึงประสานความร่วมมือกับประเทศจีนและประเทศในลุ่มน้ำโขง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการฟื้นฟูการท่องเที่ยว การเกษตร และจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงเพื่อรองรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 

ส่วน ส.ว.มณีรัตน์ กล่าวว่า จะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีองค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งข้อซักถามมายังรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีการชี้แจงภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD

 

ภายหลังการเสวนา เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ยื่นแถลงการณ์ถึงรัฐบาล พร้อมเสนอ 5 ข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่1. ให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังปัญหาและประกาศเป็นวาระแห่งชาติ 2. เร่งจัดหาแหล่งน้ำผลิตน้ำประปาที่ปลอดภัย และแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 3. ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม 4. ใช้กลไกระหว่างประเทศตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมพิจารณามาตรการด้านการค้าต่อกิจกรรมเหมืองที่เกี่ยวข้อง 5. จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาชน เพื่อกำหนดนโยบาย ติดตามการแก้ไขปัญหา และจัดสรรงบประมาณสำหรับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

 

การจัดเวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการเร่งหาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำประปาแล้ว ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

หน้าแรก » ภูมิภาค