วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569 09:47 น.

ภูมิภาค

เปิดตำนานประเพณี "ไหลเรือไฟลุ่มน้ำโขง" สวยงามคืนพระจันทร์เดือนเพ็ญ "หนึ่งเดียวในโลก" ยิ่งใหญ่เหนือคำพรรณนา

วันพุธ ที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

ในเทศกาลออกพรรษาของทุกปี บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม จะมีงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ คือ ประเพณีไหลเรือไฟและงานกาชาด โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-27 ตุลาคม 2569 รวม 12 วัน 12 คืน โดยเฉพาะในคืนวันเพ็ญออกพรรษาวันที่ 26 ตุลาคม  ตรงกับขึ้น 15 เดือน 11 นักท่องเที่ยวจะได้ชมเรือไฟที่อลังการเหนือลำน้ำโขงครบทั้ง 12 ลำจาก 12 อำเภอ ซึ่งในแต่ละปีศิลปินเรือไฟอำเภอนั้นๆ ต่างคิดค้นลวดลายบนเส้นลวดให้ออกมาเฉิดจ้าตามจินตนาการ เพื่อคว้าถ้วยรางวัลพระราชทานไปครอง

 

การประกวดเรือไฟแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ1.สวยงาม และ 2.ความคิดสร้างสรรค์ โดยปี 2568 เรือไฟประเภทสวยงามคว้าถ้วยพระราชทาน เป็นเรือไฟของ อ.ท่าอุเทน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 อ.ธาตุพนม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 อ.โพนสวรรค์ ส่วนเรือไฟประเภทความคิดสสร้างสรรค์ เรือไฟชนะเลิศได้ถ้วยพระราชทานไปครอง ได้แก่ อ.ปลาปาก  รองชนะเลิศ อันดับ 1 อ.ศรีสงคราม รองชนะเลิศ อันดับ 2 อ.นาแก

สำหรับปีนี้การขึ้นโครงถือว่าเสร็จสมบูรณ์ทุกลำแล้ว เหลือการตรวจเช็คความแข็งแรงของโครงสร้าง และเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย จากนั้นเป็นการขึ้นลายแขวนตามจุดที่กำหนดไว้ ขั้นตอนสุดท้ายคือแขวนตะเกียงไฟ โดยต้องให้ไส้ตะเกียงตรงกับขอบลาย หากแขวนเลยขอบหรือไม่ถึงขอบ เวลาจุดไฟภาพที่ลอยขึ้นมาจะไม่สวยงาม ตรงนี้จึงมีความสำคัญไม่น้อย เผลอๆอาจเป็นจุดตัดสินแพ้ชนะได้เลยเช่นกัน

 

จากการตระเวนความคืบหน้าของแต่ละอำเภอ พบว่าเริ่มลงมือสร้างซุ้มของตนอย่างขมีขมัน เพราะซุ้มก็มีการประกวดชิงรางวัล วัตถุหลักกำหนดไว้ต้องเป็นไม้ไผ่ทั้งหมด รั้วประดับประดาด้วยตะเกียงไฟ ส่องแสงสว่างสวยงามในยามค่ำคืน แต่ละอำเภอต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร มีทีเด็ดอะไรก็งัดเอาออกมาใช้อย่างหมดไส้หมดพุง เงินรางวัลไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ หากคว้ารางวัลชนะเลิศประกวดซุ้ม ความภาคภูมิใจ คือสิ่งที่ไผ่ฝันมากที่สุดของกลุ่มศิลปินเรือไฟ

ทั้งนี้ ประเพณีไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม เป็นประเพณีของชาวอีสาน และชาวลาวแถบลุ่มแม่น้ำโขง ภาษาถิ่นเรียกว่าล่องเฮือไฟ หรือ ลอยเฮือไฟ เกิดจากคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา คือ การบูชารอยพระพุทธบาทที่ทรงประทับไว้ริมฝั่งแม่น้ำนัมทานที อยู่ในประเทศอินเดีย และบูชาพระพุทธองค์ที่เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังจากขึ้นไปเทศนาโปรดพระมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงเรียกว่าวันพระเจ้าเปิดโลก ผสมผสานกับคติความเชื่อท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนาน เช่นการสักการะท้าวผกาพรหม การขอขมาและบูชาพระแม่คงคา การบูชาพญานาค การขอฝน และการสะเดาะเคราะห์ เผาความทุกข์ให้ลอยไปตามสายน้ำ

 

ในสมัยโบราณคนที่มีบ้านอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง จึงสร้างเรือไฟที่ทำด้วยท่อนกล้วย หรือไม้ไผ่สานต่อเป็นลำเรือ เดิมทีใช้ผ้าฉีกเป็นริ้วๆ ชุบน้ำมันยางแล้วตากแห้ง นำไปพันกับเส้นลวดในโครงสร้างรูปเรือเพื่อจุดไฟ ภายในเรือตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ใส่ข้าวปลาอาหาร กล้วย อ้อย หมากพลู บุหรี่ ฝ้าย ในไหมหลอด เสื่อ หรือสิ่งของที่ต้องการบริจาคทานบรรจุลงเรือไฟ ปล่อยล่องไปกับสายน้ำ ภายหลังพัฒนาลำไม้ไผ่มาเป็นฐานแพลูกบวบ หรือผูกติดกับถังน้ำมัน เพื่อเป็นทุ่นลอยน้ำ ตัวเรือใช้ไม้ไผ่มัดไขว้ต่อกันเป็นโครงสร้าง

ส่วนลวดลายใช้เหล็กเส้นขนาด 2 หุน หรือ 3 หุน สำหรับขึ้นโครงลายหลัก นำมาตัดและเชื่อมดัดเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น พญานาค เจดีย์ หรือลวดลายไทย เนื่องจากมีความแข็งแรงพอที่จะทนแรงลมริมฝั่งโขง แต่ยังสามารถดัดส่วนโค้งเว้าได้ง่าย จากนั้นจึงนำกระป๋องกาแฟสำเร็จรูปบรรจุน้ำมัน ตรงนี้แหละถือเป็นสูตรลับเฉพาะของทีมศิลปินเรือไฟ ที่คิดค้นส่วนผสมคือเมื่อจุดแล้ว ไม่มีควันดำโขมงกลบลวดลาย ที่สำคัญต้องอยู่ได้นานและสู้ลมด้วย

 

โดยจังหวัดนครพนมได้จัดแบ่งการออกเป็น 2 โซน คือบริเวณกว้างภายในศาลากลางจังหวัดฯ เป็นงานกาชาด มีกิจกรรมร้านมัจฉากาชาด โดยคืนสุดท้ายวันที่ 27 ตุลาคม เป็นการหมุนสลากกาชาดการกุศล ลุ้นรางวัลใหญ่ รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และ รถเก๋งโตโยต้า ยาริส ATIV ฯลฯ  พร้อมเวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ดนตรีโปงลาง การแสดงดนตรีของเยาวชน รวมทั้งตลาดมหาดไทย นอกจากนี้มีการออกร้านและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP จาก 12 อำเภอ จัดวางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด

 

ส่วนริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นการชมไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่อลังการ เป็นหนึ่งเดียวในโลกจาก 12 อำเภอ นอกจากนี้ยังมีการลอยเรือไฟโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบเรือไฟในปัจจุบัน ที่ชาวนครพนมทั้ง 25 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ร่วมกันอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยจุดตั้งขบวนเรือไฟโบราณอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง ใกล้กับองค์พญาศรีสัตตนาคราชจำนวน 12 ลำตามปีนักษัตร 12 ราศี และอีก 1 ลำเป็นเรือไฟโบราณสำหรับคนที่จำวันเดือนปีเกิดไม่ได้  ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถร่วมสืบสานอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่นี้ ด้วยการให้ตัดเล็บ ตัดผม วางไว้ในเรือไฟน้อยที่ทำจากกาบกล้วย นำไปใส่ในเรือไฟตามปีนักษัตรของตนเอง ซึ่งตามคติความเชื่อกล่าวว่าเป็นการขอขมาลาโทษ สะเดาะเคราะห์ให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก หายจากโรคภัย สิ่งชั่วร้ายในชีวิตจงไหลไปกับสายน้ำ และมอดไหม้ไปพร้อมกับเปลวไฟ.
 

หน้าแรก » ภูมิภาค