วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 22:54 น.

ภูมิภาค

ตม.หนองคายรวบ 3 สาวเครือข่ายสแกมเมอร์ หนีซุกชายแดน พบโพยสคริปต์-ชุดตำรวจปลอมใช้หลอกเหยื่อ

วันเสาร์ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

หนองคาย – ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคายจับกุมผู้ต้องหาหญิง 3 ราย ตามหมายจับศาลอาญา ในคดีเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลังตรวจพบว่าหลบหนีมาอยู่ในพื้นที่ใกล้ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 1 และกำลังหาช่องทางหลบหนีออกนอกประเทศ ภายหลังเพื่อนร่วมเครือข่ายถูกจับกุมไปแล้ว 17 ราย พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เอกสารสคริปต์หลอกลวง และเสื้อกากีคล้ายเครื่องแบบตำรวจ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย และ พ.ต.ท.อภิชาติ คลธา สว.ตม.จว.หนองคาย นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าจับกุม น.ส.สุพัต อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา น.ส.ปรียา อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา และ น.ส.จุฬา อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดบึงกาฬ

ทั้งสามเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคม. เป็นเจ้าของคดี

การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งกำชับให้ติดตามจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เปิดปฏิบัติการ “สุครีพหักคอลฯ” กวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดหาทุน บุคลากร และอุปกรณ์ ไปจนถึงการโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากความร่วมมือกับตำรวจแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังเข้าตรวจค้นเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมืองต้นผึ้ง และผลักดันบุคคลที่เกี่ยวข้องกลับมายังประเทศไทยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และพยานหลักฐาน พบกลุ่มแชตสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ WhatsApp สคริปต์บทสนทนาภาษาไทย รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย รวมถึงเอกสารปลอมที่แอบอ้างหน่วยงานราชการ เช่น ศาลและสำนักงานอัยการสูงสุด
พฤติการณ์หลอกลวงแบ่งหน้าที่เป็นขั้นตอน โดยกลุ่ม “สาย 1” จะโทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก่อนส่งต่อให้กลุ่ม “สาย 2” ซึ่งสวมรอยเป็นตำรวจ กล่าวหาว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการฟอกเงิน พร้อมข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารจะถูกอายัด แล้วหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีที่เตรียมไว้ บางกรณียังใช้วิธีวิดีโอคอลโดยแต่งกายคล้ายตำรวจและแสดงเอกสารราชการปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 32 ราย สามารถจับกุมได้แล้ว 17 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ เสื้อกากีคล้ายเครื่องแบบตำรวจ คอมพิวเตอร์ iPad โทรศัพท์มือถือ และเอกสารสคริปต์หลอกลวง ส่วนผู้ต้องหาที่ยังเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุม โดยพบข้อมูลว่าบางรายหลบหนีไปยังจังหวัดตามแนวชายแดนเพื่อเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสกัดกั้น

กระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหนองคายตรวจสอบข้อมูลจนทราบพิกัดของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ซึ่งพักอยู่ภายในรีสอร์ตแห่งหนึ่งใกล้ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 1 จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ และนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย

 

 

 

หน้าแรก » ภูมิภาค