วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 03:36 น.

ประชาสัมพันธ์

ศิลปากรจับมือศาลเจ้าเยาวราช คิกออฟเลิกใช้ธูปลดปัญหาสุขภาพ-มลภาวะ

วันพฤหัสบดี ที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.10 น.
ศิลปากรจับมือศาลเจ้าเยาวราช
คิกออฟเลิกใช้ธูปลดปัญหาสุขภาพ-มลภาวะ
 
 
 
“ศิลปากร”จับมือชุมชน คิกออฟเลิกใช้ธูปเบ็ดเสร็จ นำร่องศาลเจ้าพื้นที่เยาวราช วางโมเดลวัดเล่งเน่ยยี่-ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงเป็นต้นแบบ ลดปัญหาสุขภาพ -มลภาวะทางอากาศ 
 
รศ.ดร.รัฐพล อ้นแฉ่ง อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า สารเคมีในควันธูปเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างที่หลายคนทราบกันดี มีทั้งสารเบนซีน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว บิวทาไดอีน มีความสัมพันธ์กับมะเร็งระบบเลือด เบนโซเอไพรีน มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ผิวหนัง และกระเพาะปัสสาวะ 
 
นอกจากนี้ยังมีก๊าซที่ออกมาจากควันธูป ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารก่อภูมิแพ้  เหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองตา และระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จามไอ ระคายคอ หายในลำบาก ทำให้ปวดศรีษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมนาน ผลกระทบต่อสุขภาพและมลภาวะดังกล่าวทำให้หน่วยงานราชการได้ขอความร่วมมือไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ขณะที่ศาลเจ้ามีหลากหลายรูปแบบ และจำนวนมากบริหารจัดการโดยเอกชน 
 
 
สำหรับพื้นที่เยาวราช มีศาลเจ้าจำนวนมากกว่า 20 แห่ง จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลกินเจระดับของ PM2.5 .ในศาลเจ้าหลายแห่งสูงกว่าค่าแนะนำถึง 4 เท่า มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงเข้ามาเดินหน้ารณรงค์การลดการจุดธูปอย่างจริงจัง ภายใต้โครงการวิจัย  “แนวทางการจัดการมลพิษจากการจุดธูปในศาลเจ้า ในพื้นที่เยาวราช”  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยนำร่องในพื้นที่ของวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) และศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง เพื่อนำโมเดลตัวอย่างไปขยายผลต่อไป
 
 
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะกระทบในหลายด้าน ทั้งความเชื่อของผู้ที่มาไหว้ นักท่องเที่ยว รวมถึงรายได้ที่ลดลงของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยศิลปากรจึงมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม นำผู้มีส่วนได้เสียมาพูดคุยกัน และหาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เพราะปัจจุบันมีศาลเจ้าหลายกลุ่ม กลุ่มที่ปรับเปลี่ยนไปแล้ว หรือกลุ่มที่เริ่มปรับตัวแล้วก็มี ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ยังไม่ได้ปรับตัว 
 
 
โดยตลอดระยะเวลาของโครงการวิจัย ฯ10 เดือนหลังจากนี้ จะมีการจับมือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อทำงานร่วมกัน เป้าหมายใหญ่ก็คือการเลิกการใช้ธูป เพื่อลดมลภาวะ และสุขภาพที่ดีของทั้งผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในศาลเจ้า ผู้ที่เข้ามาไหว้ และประชาชนที่อยู่โดยรอบ 
 
 
ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการซักซ้อมความเข้าใจ ของมหาวิทยาลัยศิลปากรภายใต้โครงการวิจัย ” แนวทางการจัดการมลพิษจากการจุดธูปในศาลเจ้า ในพื้นที่เยาวราช” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ที่วัดเล่งเน่ยยี่ จึงได้นำทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อคิกออฟโครงการฯ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การเลิกจุดธูปไม่สามารถทำสำเร็จได้ภายในระยะเวลาสั้น ต้องค่อยๆปรับเปลี่ยน เพราะมีเรื่องของความเชื่อ และผลกระทบกับผู้ผลิตธูปอยู่ด้วย ทั้งกลุ่มโรงงาน ซึ่งเคยศึกษาในปี 2562 มีจำนวน 26 แห่ง แต่คาดว่าจะมีมากกว่านั้น ขณะเดียวกันก็มีโรงงานขนาดใหญ่จากไต้หวันมาตั้งฐานในไทยด้วย ทุนจดทะเบียนกว่า 218 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโอท็อป จากข้อมูลในปี 2557-2560 มีกว่า 84 กลุ่มใน 39 จังหวัด  
 
 
ดังนั้นแนวทางในการเลิกใช้ธูปต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้การขับเคลื่อน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การสร้างพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเป็น Role Model 2.มุ่งไปที่ลดการจุดธูปให้มากที่สุดก่อน 3.ให้ความสำคัญกับการระบายอากาศของสถานที่พร้อมๆกันไปด้วย 4.ออกแบบธูปใหม่ให้มีขนาดสั้นลง และจุดครั้งเดียวหมดดอก เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีรูปทรงน่าใช้ด้วย และ5.ลดพฤติกรรมการใช้ธูป นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตธูป เพื่อให้ธูปมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะปัจจุบันขี้เลื่อยที่เป็นใช้วัตถุดิบหลักผลิตเนื้อธูปมีราคาสูง จึงหันมาใช้เศษเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีทั้งกาว สารกันเชื้อรา และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง 
 
 
ดร.สิทธิพงษ์ ดิลกวณิช นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม อดีตคณบดีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลา โดยต้องผ่านการพูดคุยเป็นระยะๆ กับ 6 กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ทั้ง กลุ่มที่อยู่ในศาลเจ้า ได้แก่ พระ กรรมการ และเจ้าหน้าที่ กลุ่มผู้ค้าขายเครื่องบูชา กลุ่มผู้มาไหว้ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มชาวบ้านที่อยู่รอบๆ และนักวิชาการ เพื่อหาจุดประนีประนอมร่วมกัน
 
ขณะเดียวกันต้องเห็นภาพร่วมกันด้วยว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ทุกต้องการเห็นในศาลเจ้า ควรต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างไร อากาศต้องดี โปร่ง สะอาด แสงสว่างเพียงพอ อุณหภูมิเหมาะสม น้ำท่วมขังหรือไม่ แมลงต่างๆที่มากินของไหว้จัดการอย่างไร สุขภาพกายและใจของคนในศาลเจ้าเป็นอย่างไร เพื่อทำให้คนมาไหว้มีความสุข และต้องเห็นร่วมกันว่าเมื่อสิ่งแวดล้อมดีเราสามารถประหยัดอะไรไปได้บ้าง เชื่อว่าเมื่อทุกคนมีความสุขก็จะเกิดความร่วมไม้ร่วมมือ 
 
 
ด้านนายธนาคม ฐานนันทน์ หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐาน และระเบียบการทะเบียนทั่วไป กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศาลเจ้าอยู่ 20,000 แห่ง มี 673 แห่งที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย นอกจากนั้นเป็นของภาคเอกชน โดยเราเริ่มขอความร่วมมือศาลเจ้าช่วยลดมลภาวะตั้งแต่ปี 2561 หลังเกิดปัญหา PM 2.5 และก็มีการมอบรางวัลศาลเจ้ามาตรฐาน เพื่อจูงใจให้ช่วยกันลดมลภาวะ ทั้งนี้เห็นว่าแนวทางที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ได้เร็วต้องหาต้นแบบ และเผยแพร่ด้วยช่องทางโซเชียลมีเดียผ่านนักท่องเที่ยว 
 
นางวรรณา จิรบันดาลสุข ผู้จัดการศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง กล่าวว่าศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงถือเป็นต้นแบบ เพราะทำมานานกว่า 15 ปีแล้วในการลงทุนก่อสร้างจุดเผากระดาษที่ทันสมัยเป็นแห่งแรกของประเทศ ขณะเดียวกันก็จัดสถานที่ให้โปร่งโล่ง และลดการจุดธูปมาตามลำดับ และจะกำลังจะเดินหน้าไปสู่การเลิกการจุดธูปในที่สุด 
 
นายสมชัย กวางทองพาณิชย์ นักวิชาการชุมชนและผู้เชี่ยวชาญด้านประเพณีและวัฒนธรรมจีน กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูล พบว่า การสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่มีเคยมีการระบุว่าต้องใช้การจุดธูปเท่านั้น ตามข้อมูลพบว่าใช้กลิ่นจากเครื่องหอมในการบูชา และจากการติดตามศาลเจ้าที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดก็พบว่า ที่นั้นให้ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายในการบูชา ทั้งไหว้ด้วยการพนมมือ การวางดอกไม้ เป็นต้น ส่วนผู้ใดจะจุดธูปก็จัดพื้นที่วางกระถางไว้ด้านหลัง เป็นต้น หรือแม้แต่การปฏิบัติบูชาก็ทำได้ ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อวัดเล่งเน่ยยี่ทำเป็นต้นแบบ ก็จะเกิดการขยายผลได้อย่างแน่นอน 
 
 
 
 

หน้าแรก » ประชาสัมพันธ์