ประชาสัมพันธ์
สงครามทะเลทราย: เจาะ 4 จุดเสี่ยง SME ไทย หากสงครามตะวันออกกลางลากยาวจน "หั่น" จีดีพี SME โตลดลงเกือบครึ่ง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
SME Hot Alert EP. 16 สงครามทะเลทราย: เจาะ 4 จุดเสี่ยง SME ไทย หากสงครามตะวันออกกลางลากยาวจน "หั่น" จีดีพี SME โตลดลงเกือบครึ่ง โดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ "พายุเศรษฐกิจ" ลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาผู้ประกอบการไทยอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลแบบจำลองสถานการณ์ (simulation) ล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นฉากทัศน์ที่น่ากังวลว่า หากสถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ (worst-case scenario) ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ อัตราการขยายตัวของ GDP SME ในปี 2569 อาจถูก หั่นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.8% เหลือเพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจฐานรากและกำลังซื้อที่เปราะบางลงอย่างเฉียบพลัน
จุดเสี่ยงที่ 1 ตัวเลขราคาน้ำมันที่อาจพุ่งถึง 150 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และ กำแพงเงินเฟ้อ" ระดับราคาน้ำมันดิบคือตัวแปรต้นที่จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังทุกภาคส่วน หากสงครามจบเร็วภายใน 1 เดือน ราคาน้ำมันอาจเคลื่อนไหวในระดับ 90 - 100 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งธุรกิจยังพอรับมือได้ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดหรือสงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปี เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 130 - 150 เหรียญฯต่อบาร์เรล และจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูง SME จะเผชิญกับภาวะ "cost-push inflation" หรือเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2.0% - 3.0% กำแพงเงินเฟ้อนี้จะบีบให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกดดันให้ผู้บริโภคชะลอการจ่ายในที่สุด ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการผลิตในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
จุดเสี่ยงที่ 2 ภาคการผลิตคือจุดที่เปราะบางที่สุด ในขณะที่ภาคเกษตร การค้า และบริการ ยังพอจะประคองตัวให้เติบโตได้ แต่ภาคการผลิตของ SME คือจุดที่อันตรายที่สุด โดยคาดการณ์ว่า GDP อาจหดตัวถึง 0.6% ซึ่งเป็นภาคส่วนเดียวที่ติดลบในโครงสร้างเศรษฐกิจ SME สาเหตุมาจากสภาวะ "double squeeze" หรือการถูกบีบจากสองทางทั้งในฝั่งต้นทุน (supply side) SME ต้องแบกรับค่าไฟฟ้า น้ำประปา และค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นตามราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ฝั่งความต้องการ (demand side) กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศหดตัวลงจากภาวะเงินเฟ้อ โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี: ที่รับผลกระทบโดยตรงจากวัตถุดิบต้นน้ำที่ผูกกับน้ำมัน อุตสาหกรรมอาหาร: ต้องแบกรับทั้งค่าขนส่งและต้นทุนพลังงานในการแปรรูป อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive) และใช้ก๊าซธรรมชาติสูง: เช่น แก้ว เซรามิก และโลหะพื้นฐาน
จุดเสี่ยงที่ 3 รายได้จากการท่องเที่ยวที่อาจหายไปกว่าแสนล้านบาท ภาคบริการและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของ SME ไทยจะเผชิญกับภาวะชะงักงันจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยทั่วโลกและต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น โดยตลาดการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบทางตรงคือกลุ่มตะวันออกกลาง และอิสราเอลที่แม้จะมีสัดส่วนต่อจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเพียง 2-3% แต่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงถึง 80,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่อทริป จึงเป็นกลุ่มศักยภาพสูง ซึ่งหากสงครายืดเยื้อจนถึงสิ้นปี อาจกระทบไปยังตลาดอื่น ๆ ด้วย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อาจหายไปถึง 4.25 ล้านคนเหลือเพียง 32.75 ล้านคนจาก 37 ล้านคน ที่ สสว. เคยประมาณการไว้เมื่อ ก.พ. 69 ความสูญเสียนี้คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่หายไปสูงถึง 109,000 ล้านบาท แรงกระแทกนี้จะส่งผลโดยตรงต่อ SME ในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เพิ่งจะฟื้นตัวได้ไม่นาน
จุดเสี่ยงที่ 4 ตลาดส่งออก SME กับความเสี่ยง global supply chain หลายคนอาจมองว่าตลาดตะวันออกกลางไม่ใช่ตลาดหลัก โดยในปี 2568 SME มีมูลค่าส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และอิสราเอล รวมกัน 1,518.6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 3.6% ของมูลค่าส่งออก SME ทั้งหมด มีจำนวน SME ที่เป็นผู้ส่งออก 5,317 ราย สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป ซึ่งในกรณีสงครามยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี ความเสียหายรวมอาจสูงถึง 2,291.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 75,614 ล้านบาท ตัวเลขความเสียหายที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ไม่ได้มาจากการสูญเสียคู่ค้าในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่เกิดจาก supply chain disruption ทั่วโลก ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือและทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้นทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในทุกตลาดสำคัญ รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าที่ใช้พลังงานเข้มข้น มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบได้
ตัวเลขทั้งหมดนี้คือการประเมินภายใต้สมมติฐานที่เลวร้ายที่สุด (worst-case scenario) เพื่อให้มองเห็น "ภาพที่แย่ที่สุด" และเตรียมแผนตั้งรับอย่างเท่าทัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงอาจบรรเทาลงได้หากภาครัฐมีมาตรการอุดหนุนหรือตรึงราคาพลังงานและค่าสาธารณูปโภคอย่างตรงจุด สิ่งสำคัญสำหรับ SME ในเวลานี้ คือการกลับมาทบทวนโครงสร้างต้นทุนและมองหาแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง เพราะในโลกที่ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เหตุการณ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร อาจเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของธุรกิจได้เสมอ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » ประชาสัมพันธ์
ข่าวในหมวดประชาสัมพันธ์ ![]()
พม. จัดงาน ครบรอบ 11 ปี กรม ดย. เดินหน้าพัฒนาเด็กและเยาวชนเติบโตอย่างยั่งยืน 08:34 น.- ผส. จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 11 ปี ประกาศเจตนารมณ์องค์กรคุณธรรม ยกระดับภารกิจรองรับสังคมผู้สูงอายุ 17:33 น.
- "อัครา" ชู “พม.ใกล้คุณ” หนุน พมจ.ทั่วประเทศ เสริมความเข้มแข็งศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 16:49 น.
- ทส. จับมือบิ๊กซี - 11 แบรนด์น้ำดื่มชั้นนำ รณรงค์วันอนุรักษ์น้ำโลก ปีที่ 7 ย้ำ “น้ำเพื่อทุกชีวิต” 15:45 น.
- IND มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง 11:36 น.



