วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.
"นิกร โสมกลาง"รมว.พม. แจงสภาฯ กางแผนเชิงรุก รับมือสังคมสูงวัยทุกมิติ
จับมือทุกภาคส่วน ยกระดับสถานรองรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ พร้อมส่ง "ผู้บริบาล" ดูแลในชุมชน
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ ได้ตอบกระทู้ถามสดต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของนางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ประเด็นมาตรการของกระทรวง พม. ในการรองรับวิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานในต่างจังหวัด ต้องทิ้งให้ผู้สูงอายุจำนวนมากขาดผู้ดูแลในภูมิลำเนาเดิม
.jpg)
นายนิกร กล่าวว่า ในอดีต กระทรวง พม. มีสถานสงเคราะห์คนชรา จำนวน 25 แห่ง เพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ประสบความเดือดร้อน ไร้ที่พึ่ง ยากจน และขาดผู้ดูแล โดยให้บริการจัดสวัสดิการสังคมในเรื่องปัจจัย 4 ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค รวมถึงการจัดกิจกรรมบำบัดฟื้นฟูตามแนวทางสังคมสงเคราะห์ ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และแผนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2543 กระทรวง พม. จึงได้ถ่ายโอนสถานสงเคราะห์คนชรา จำนวน 13 แห่ง ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี 2546 คงเหลือสถานสงเคราะห์คนชราในการดูแล จำนวน 12 แห่ง ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนภารกิจเป็นศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) เพื่อเป็นศูนย์ต้นแบบ ด้วยการปรับบทบาทภารกิจใหม่เป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1) การเป็นศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน เพื่อจัดบริการสวัสดิการสังคมและคุ้มครองผู้สูงอายุแบบเต็มเวลา แบบบริการทางสังคม และในกรณีฉุกเฉิน 2) การเป็นศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ ตลอดจนหนุนเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมและมีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ 3) การเป็นศูนย์การเรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านผู้สูงอายุ เพื่อจัดบริการและสนับสนุนการศึกษาดูงานการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติ การศึกษาวิจัย การจัดการความรู้ การถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพและภูมิปัญญา รวมถึงบริการให้คำปรึกษาแนะนำผ่านช่องทางต่าง ๆ และ 4) การเป็นศูนย์บริการข้อมูลด้านผู้สูงอายุ (Data Center) เพื่อจัดเก็บข้อมูลสถิติการให้บริการ การดำเนินงานของ ศพส. ในพื้นที่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลทำเนียบเครือข่ายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ
.jpg)
นายนิกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร หรือ บ้านบางแค ที่มีผู้สูงอายุยื่นความประสงค์ขอเข้ารับบริการ ซึ่งรอนานกว่าสิบปีนั้น กระทรวง พม. ได้เร่งรัดผลักดันโครงการก่อสร้างอาคารพักอาศัย 7 ชั้น หรือ "อาคารสุขสันต์" เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับและดูแลผู้สูงอายุให้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมด ส่วนในกลุ่มจังหวัดที่เป็นเมืองใหญ่ทางเศรษฐกิจและมีประชากรหนาแน่น อาทิ จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และอุดรธานี และเป็นจังหวัดที่ลูกหลานมักไปทำงานต่างถิ่น ทางกระทรวง พม. ได้วางมาตรการหนุนเสริมสวัสดิการชุมชน ด้วยการมุ่งเน้นการบูรณาการดูแลในชุมชน (Community-Based Care) โดยการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) โครงการสำคัญ 3 โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี ดังนี้
1) โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ด้วยการสร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ซึ่งคัดเลือกจากผู้ที่มีความสนใจงานด้านผู้สูงอายุในพื้นที่ตำบลเป้าหมาย ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ 240 ชั่วโมง ทำหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทั้งกลุ่มติดสังคมและกลุ่มติดบ้าน ส่วนกลุ่มติดเตียง มีการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อขยายระยะเวลาการเป็นผู้สูงอายุพฤฒพลัง (Active Aging) ให้ยาวนานที่สุด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนในถิ่นที่อยู่เดิมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันมีผู้บริบาลจำนวน 878 คน ให้การดูแลเชิงปริมาณในอัตราส่วนผู้บริบาล 1 คนต่อผู้สูงอายุ 300 คน และดูแลเชิงคุณภาพในอัตราส่วนผู้บริบาล 1 คนต่อผู้สูงอายุ 100 คน อีกทั้ง กรม ผส. มีระบบกำกับติดตามการทำงานของผู้บริบาลผ่านแอปพลิเคชัน "Nirun for Community" ส่งผลให้มีผู้สูงอายุได้รับการดูแลรวมแล้วกว่าสองแสนคน
2) โครงการการขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน ระหว่างวัยในชุมชน (Day Care) โดยผลักดันให้ ศพส. ทั้ง 12 แห่ง เปิดบริการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดสังคมในชุมชนแบบเช้าไป เย็นกลับโดยไม่เสียค่าบริการ เพื่อช่วยลดภาวะโดดเดี่ยว , ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชน และ เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัย เพื่อให้ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้ง 5 มิติ ได้แก่ 1) มิติสังคม ผ่านการร่วมกิจกรรมทางสังคม สร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมวัฒนธรรมประเพณีไทยแก่ลูกหลาน 2) มิติสุขภาพ ผ่านการเพิ่มองค์ความรู้ในการดูแลตนเอง ผ่อนคลายความเครียด ป้องกันสมองเสื่อม 3) มิติเศรษฐกิจ ผ่านการฝึกทักษะอาชีพที่สนใจเพื่อสร้างรายได้เสริม 4) มิติสภาพแวดล้อม ผ่านการจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกให้เหมาะสม เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ และ 5) มิติเทคโนโลยี ให้ทักษะการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์
และ 3) โครงการบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อยกระดับพัฒนา ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 2,258 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งอีก 20 แห่ง โดยให้บริการเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน ระหว่างวัยในชุมชน (Day Care) เพิ่มเติมจากบทบาทเดิม เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ และให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนในถิ่นที่อยู่เดิมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
.jpg)
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ และจำนวนเด็กที่ลดลงในปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายสำคัญของกระทรวง พม. ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการดูแลประชากรทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ และผู้สูงอายุ ทำให้กระทรวง พม. จำเป็นต้องบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด และด้วยท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ลดน้อยลง เราจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เป็นแบบพุ่งเป้าและมีความแม่นยำในการดูแลผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น โดยการนำระบบฐานข้อมูลที่มีความถูกต้องและแม่นยำมาใช้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ดี มีสุข และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม เพื่อผู้สูงอายุไทยทุกคนอย่างยั่งยืน
#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #ตอบกระทู้ #สังคมผู้สูงอายุ #สภา