วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 03:25 น.

สังคม-สตรี

มหาวิทยาลัยไทยในวิกฤต AI: นักวิชาการชี้ “ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือคนและกรอบคิด”

วันพุธ ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสาขาวิชาอุดมศึกษา เปิดเผยผลการสังเคราะห์งานวิจัย 7 ชิ้น จากเวทีสัมมนาวิชาการที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน สะท้อนภาพความท้าทายของอุดมศึกษาไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยพบข้อค้นพบสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก AI ได้กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของนักศึกษาไปแล้ว โดยเยาวชนเกือบ 70% ใช้ AI Chatbot ในชีวิตประจำวัน และเริ่มต้นการค้นคว้าด้วย AI ก่อนเข้าสู่ห้องเรียน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้อีกต่อไป
ประการที่สอง ระบบการประเมินผลแบบเดิมกำลังเผชิญวิกฤต เมื่อ AI สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้จริง ทำให้รูปแบบการสอบแบบเดิมไม่สามารถวัดศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
และประการที่สาม พบว่าห่วงโซ่การกำกับดูแลด้าน AI ยังขาดความเชื่อมโยงในทุกระดับ แม้ประเทศไทยจะมีนโยบาย AI ระดับชาติ แต่ยังขาดกลไกในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติในห้องเรียน ส่งผลให้อาจารย์ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ขณะที่นักศึกษายังขาดความชัดเจนว่าแนวทางการใช้ AI ที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

ด้าน วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของมหาวิทยาลัยในยุค AI คือการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน โดยไม่ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะคิดวิเคราะห์ พร้อมเสนอให้เริ่มต้นธรรมาภิบาล AI จากระดับนักศึกษา ผ่านการเก็บข้อมูลการใช้งานทั้งในมุมผู้พัฒนาและผู้ใช้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์จริง

ขณะที่ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ซึ่งเป็นสถาบันที่ร่วมก่อตั้งกับ Carnegie Mellon University ชี้ว่าโจทย์เร่งด่วนที่สุดของอุดมศึกษาไทยคือการพัฒนา “อาจารย์คุณภาพ” พร้อมแนะนำให้นักศึกษาสร้างฐานความรู้ผ่านการอ่านอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษาในยุค AI อย่างจริงจัง

ด้าน วรา วราวิทย์ คณบดีคณะเทคโนโลยีดิจิทัล สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ระบุว่า AI เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะบุคคล เปิดทางให้นักศึกษาออกแบบการเรียนรู้ของตนเองได้ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการประเมินผลที่สะท้อนการเรียนรู้จริง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือของหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายระบุว่า มหาวิทยาลัยไทยควรดำเนินการอย่างบูรณาการใน 3 ระดับ ได้แก่ การกำหนดนโยบายการใช้ AI ในการเรียนการสอนและการวิจัยให้ชัดเจน การสร้างกลไกเชิงสถาบันที่สามารถปฏิบัติได้จริงควบคู่กับมาตรการคุ้มครองข้อมูล และการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทัน AI ของทั้งคณาจารย์และนักศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายในงานยังมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก หัวหน้าภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา

รายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาในรายวิชา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ (ประธานสาขาวิชาอุดมศึกษา)
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิภา ปรัชญพฤทธิ์
รองศาสตราจารย์ ดร.อรุณี หงษ์ศิริวัฒน์
รายชื่อนิสิตผู้มีส่วนร่วมในการสังเคราะห์งานวิจัย
นายฐิติพงศ์ ชูจิตต์
นางสาวจิณณ์ชญา ทิพย์ปัจทมิตร
นางสาวนภาพร เหลืองมงคลชัย
นางจุฬาวรี ชัยวงค์นาคพันธ์
นายจรินธรณ์ สิริวลัยภักดิ์
นางสาวฐิติมา แต่งพลกรัง
นายพงศธร กตะศิลา

“คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยหรือไม่ แต่คือมหาวิทยาลัยจะเลือกเปลี่ยนไปในทิศทางใด” เป็นข้อสรุปสำคัญที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของระบบอุดมศึกษาไทยในยุคดิจิทัล






 

หน้าแรก » สังคม-สตรี

ข่าวในหมวดสังคม-สตรี