วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 17:52 น.

บ้านเมืองพาเที่ยว

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ฝ่ายค้านหลงทาง รธน.ยื่นซักฟอกรัฐบาลอนุทิน “ปมคดีฮั้ว สว.”

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ กลไก รธน.อภิปรายไม่ไว้วางใจ “ปมคดีฮั้ว สว.” เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลอนุทิน ยันไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลยุคปัจจุบัน จ่อดำเนินคดี “สมชัย” อดีต กกต.ข้อหาเรี่ยไรเงินฉ้อโกงประชาชน

วันที่ 18 ส.ค. 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่ากรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน เตรียมะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในปมฮั้ว สว.นั้น เรื่องนี้ความจริงระบบรัฐสภาไทยสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปตามหลักทฤษฎี “การแบ่งแยกอำนาจ” โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆนับแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน

“แต่ปัญหาว่าการตรวจสอบระหว่าง ส.ส. กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้านนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ส่วนของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิเศษตรงให้อำนาจ สว. เห็นชอบองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับระบบ Parliament”

ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่าส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส.ตรวจสอบฝ่ายบริหารที่ออกแบบเช่นนี้ เพราะ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส. เลือกหัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน. มาตรา 159 การตรวจสอบถ่วงดุล โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม. หรือ รมต.รายบุคคล แล้วแต่เหตุผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส.ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย เพราะกลไกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านครองเสียงข้างน้อยในสภา

กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในปมฮั้ว สว.นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่าแค่ล่ารายชื่อ 1 ใน 5 หรือจำนวน 100 คนในการยื่นญัตติพรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอ แต่ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามว่าฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งปมคดีฮั้ว สว.แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลก่อนหน้านี้ อีกทั้งพรรคประชาชนทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งในยุครัฐบาลแพทองธาร ขณะนั้นเป็นพรรคก้าวไกล ก่อนถูกยุบพรรคและปรับโครงสร้างสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วอำนาจตรวจสอบเป็นของ กกต. มิใช่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถามว่าเป็นการปั่นกระแสการเมืองหรือไม่ และต้องถามหัวหน้าเท้งว่ามีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ สส. ตรวจสอบกรรมการในองค์กรอิสระได้ เว้นแต่ พ.ร.ป. ป.ป.ช.

“ทำไม ไม่ไปถามนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ กกต. ขณะนี้อดีต กกต.รายนี้ก็ถูกดำเนินคดีอาญาหนักหลายข้อหา และข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมร้ายแรง และยังมีข่าวว่าไปเรี่ยไรหาเงินมาต่อสู้คดี เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ซึ่งรายงานข่าวระบุด้วยว่าเรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต เรื่องนี้น่าจะมีความผิดคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมฯ ซึ่งตนจะไปกล่าวโทษด้วยตนเอง” ดร.ณัฐวุฒิกล่าวย้ำ

ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่าส่วนเวทีสัมมนาปมฮั้ว สว.เท่าที่ตนเองติดตาม เอาเหล้าเก่ามาเขย่าขวดใหม่ พยานบุคคลที่นำมาแสดง ต่างร้องคัดค้านต่อ กกต. เฉพาะปมคุณสมบัติ สว.ด้วยกัน ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ และไม่ใช่พยานในสำนวนคดีที่ กกต.ไต่สวน ต้องไปถามบุคคลที่นำไปเปิดว่าจริงหรือไม่

ส่วนที่นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งทางภาคอีสานเคยโพสต์ว่าเพราะสิ่งนี้ที่เราทำนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อข้างบน ก็ต้องไปถามเจ้าตัวว่าหมายถึงอะไร เพราะตีความได้หลายกรณี แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. คุณอย่าไปเผาทำลายบ้านคนอื่นเขา พูดไปเรื่อย เป็นนักการเมืองท้องถิ่นประสาอะไร ไม่ศึกษากฎหมาย โพสต์ไปเรื่อย หากตีความว่า “ข้างบน” หมายถึงสถาบันกษัตริย์ ตนจะไปดำเนินคดีอาญาเป็นคนแรก เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตนยอมไม่ได้ หากมีพฤติกรรมไปแอบอ้างสถาบันเบื้องบน คุณจะดึงฟ้าต่ำเพื่อเกมการเมืองเพื่ออะไร ทั้งๆที่ พ.ร.ป.สว.ได้ออกแบบกลไกเลือกไขว้ป้องกันทุจริตไว้แล้ว ส่วนที่แอบอ้าง กกต. โดย กกต.เป็นองค์กรอิสระและได้รับความเสียหาย ก็ต้องดำเนินคดีอาญา ต้องไปถามประธาน กกต.จะดำเนินคดีอาญาหรือไม่นั้นเห็นว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง