วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565 12:49 น.

การเมือง » คอลัมน์

แยกรัชวิภา

บ้านเมืองออนไลน์ : วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.01 น.

มองผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพผ่านภาพยนตร์ คังคุไบกฐิยาวาฑี

มองผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพผ่านภาพยนตร์ คังคุไบกฐิยาวาฑี

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรวิทย์ ภิญโญณัฐกานต์

กระแสความสนใจของหญิงสาวชาวอินเดีย นามว่า คังคุไบ (GangubaiKathiawadi) ที่แปลในภาษาไทยหมายถึง หญิงแกร่งแห่งมุมไบ เป็นที่พูดถึงกันมากในแวดวงบันเทิงขณะนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงเรื่องราวมาจากหนังสือ Mafia Queens of Mumbai ซึ่งเขียนโดย ฮุสเซน ไซดี ( S. Hussain Zaidi.)  เนื้อหาในหนังสือถ่ายทอดชีวิตจริงของคังคุไบ กฐิยาวาฑี หญิงสาวชาวอินเดีย ที่รู้จักในชื่อว่านายหญิงแห่งกามธิปุระ

คังคุไบ กฐิยาวาฑี เป็นหญิงสาวที่เกิดในตระกูลประกอบอาชีพทนาย เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน แต่ชีวิตเธอพลิกผันอย่างคาดไม่ถึงเลย จากการที่เธอถูกหลอกให้ไปเป็นโสเภณี และในสังคมวัฒนธรรมอินเดียหญิงสาวที่ผ่านการขายบริการ จะไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติได้อีกต่อไป  แต่เธอก็ผลักดันตัวเอง อีกทั้ง เป็นผู้นำการเรียกร้องสิทธิสตรีและอาชีพโสเภณี(Sex Workers) ให้ถูกกฎหมายในยุค 1960  และปี ค.ศ.1977 เธอได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ ขณะมีอายุได้ 69 ปี

ภาพยนตร์ คังคุไบได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเธอ  ซึ่งชีวิตของเธอก็เหมือนกันหญิงสาวชาวอินเดียทั่วไป ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงชื่อดังในบอลลิวู้ด แต่เธอกลับถูกแฟนหนุ่มของเธอหลอกมาขายตัว ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตแบบโสเภณีแต่คังคุไบไม่เคยมานั่งเศร้ากับชีวิตที่ต้องเจอ เธอผลักดันตัวเองจนกลายเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รักและเคารพ จนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรีและอาชีพ Sex Workersให้ถูกกฎหมาย โดยเธอได้ต่อสู้เรื่องนี้ผ่านช่องทางการเรียกร้องทางกฎหมาย และสิทธิในอาชีพ ที่ทุกอาชีพล้วนมีศักดิ์ศรีในอาชีพของตัวเองและสิ่งที่เธอเรียกร้องก็คือ หญิงทุกคนและทุกอาชีพ มีศักดิ์ศรีในตัวเองด้วยกันทุกคน ควรได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันทางกฎหมาย

จุดมุ่งหมายของคังคุไบ ที่สำคัญคือการเรียกร้องให้สังคมตระหนักในวงกว้างว่าอาชีพโสเภณี คืออาชีพสุจริต ผู้หญิงที่มีอาชีพโสเภณีทุกคน แม้แต่กรณีของผู้หญิงเช่นคังคุไบ ไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่สมควรได้รับคำดูถูกแม้แต่น้อย  จะเห็นได้ว่าการนำเสนอตัวละคร คังคุไบ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาแบบที่เป็นสตรีที่เอาแต่ฟูมฟาย ตีโพยตีพายในโชคชะตา แต่เธอสู้ และสู้เพื่อศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของตัวเอง และเธอสู้ถึงขั้น เมื่อครั้งหนึ่ง เธอได้เข้าไปพบนายกรัฐมนตรีของอินเดียชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) และได้พูดคุยเรื่องสิทธิสตรีในการพบกันครั้งนั้นด้วย 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ในแง่ของภาษาศาสตร์ มีการใช้ภาษาที่ยอดเยี่ยม พบว่ามีคำพูดหลายประโยค หลายวรรคทอง เช่น การตีความเรื่องสีขาว ในฉากที่นางเอกเลือกชุดสาหรีสีขาว แต่ละคนตีความสีขาวก็ไม่เหมือนกัน  สีขาวเหมือนดวงจันทร์ ขาวเหมือนหงส์ ขาวเหมือนปุยเมฆ ขาวเหมือนกุหลาบขาว ขาวเหมือนหิมะ ขาวเหมือนเกลือ ขาวเหมือนน้ำนม ขาวเหมือนเปลือกหอย ขาวเหมือนสายน้ำ ขาวเหมือนเม็ดทราย ข้าวเหมือนควัน หรือขาวดังหงส์  หรือประโยคที่ว่า ศักดิ์ศรี ที่เมื่อคุณเสียไปครั้งหนึ่ง มันจะหายไปตลอดกาล ส่วนอาชีพขายบริการทางเพศ ขายศักดิ์ศรีทุกคืน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่หมดสักที ล้วนแต่เป็นสำนวนที่บาดใจและแทงใจ  ตัวละครคังคุไบ เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงอาชีพขายบริการทางเพศที่มีอยู่ในสังคมในแง่ที่ว่าจะมองจากกรอบศีลธรรมและจารีต  ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในบางช่วงบางยุคสมัยนั้น หรือมองจากมุมของมนุษยนิยม คุณค่าของคนเรา ที่จะถูกตีตราว่าเป็นคนดีเป็นคนเลว นั้น โอกาสมองเห็นจากมุมที่ต่างกัน ของคน จึงมีหลายมุมและไม่เหมือนกัน

คังคุไบ ไม่เคยเลือกปฏิบัติต่อคนอื่น แล้วทำไม สังคมจึงเลือกปฏิบัติต่อพวกเธอ เธอตั้งคำถามว่า ทำไม พวกเธอจึงถูกกีดกันออกจากสังคม และห่างไกลจากคำว่าเท่าเทียมทางกฎหมายการเรียกร้องศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนต้องมีเท่ากัน ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆก็ตาม

ผลวิบากกรรมของหนัง ตั้งแต่ก่อนออกฉายสู่สายตาชาวโลก ก็มีมากเช่นกัน เช่น ถูกลูกชายบุญธรรมของ คังคุไบยื่นฟ้องร้องทีมงานผู้สร้าง มีหลายคนถูกฟ้องกันถ้วนหน้า นับเรียงไปตั้งแต่ผู้กำกับนักแสดงนำคนเขียนบทประพันธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทแม้ว่าท้ายที่สุดศาลแพ่งจะยกฟ้องแต่ก็ต้องมาโดนกระแสการประท้วงของชาวกามธิปุระที่มีความไม่พอใจที่ภาพยนตร์เลือกพูดในแง่มุมที่เป็นแง่ลบส่งผลเสียแก่ชาวบ้านย่านนี้ อีกทั้งถูกคนทั่วโลกจดจำเมืองกามธิปุระในมุมเลวร้าย 

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของสตรีนามคังคุไบกฐิยาวาฑี แม้จะเกิดขึ้น กว่า 80 ปี แต่วัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระที่ภาพยนตร์และทีมสร้างนำมาถ่ายทอดแก่สังคมนั้นยังทันสมัย และมีความแหลมคมต่อการเป็นบทเรียนในการต่อสู้ การเรียกร้องศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่ทุกคน ต้องมีอย่างเท่าเที่ยมกัน ไม่ว่าจะมีรูปร่าง ฐานะ สีผิว และ วรรณะ ทางสังคมจะแตกต่างกัน แต่ ทุกคน ต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย และจากรัฐอย่างเท่าเทียม

สำหรับเรื่องนี้ หากจะย้อนกลับที่เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของคังคุไบ แล้วลองมาถอดบทเรียน เป็นการย้ำเตือนจิตใจคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม หากต้องการเป็นคนที่แกร่งจะเป็นที่มุมไบ หรือที่ประเทศไทย มีข้อคิด 12 ข้อ ต้องจดจำไว้อย่างขึ้นใจ คือ1. ยิ่งเราไว้ใจสิ่งไหน คนใด มากเท่าไหร่ สิ่งนั้น คนนั้นก็ยิ่งทำร้าย ทำลายหัวใจของเราได้มากเท่านั้น 2. บาดแผลตามร่างกาย รักษาง่ายกว่าบาดแผลในหัวใจที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 3. ร่างกายและหัวใจของเรา เข้มแข็งกว่าที่สมองเราคิดและเข้าใจ 4. รักที่มากกว่ารัก คือรักที่ยังคงอยู่ในใจเราเสมอ แม้คนที่เรารักจะไม่ได้เลือกเราเป็นคู่ร่วมทางเดินในชีวิต 5. ภายใต้รอยยิ้มของใครคนหนึ่ง หัวใจเขาอาจจะกำลังร้องไห้อยู่ก็ได้แต่ยังไงชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไปอยู่ดี 6. คนบางคนอาจมีรักแท้ได้แค่ “ครั้งเดียว” ส่วนรักครั้งต่อๆ ไปคือรักที่ใช้สมองและสัญชาตญานดิบล้วนๆ 7. โลกในความเป็นจริงอาจทำให้เราเจ็บปวดได้ไม่จบ แต่จงขอบคุณมันเถิด เพราะโลกนะแหละทำให้เราเป็นเราในวันนี้ 8. ใครบางคน อาจทำให้เราใจสลาย แต่ก็จะมีใครบางคนอีกนั้นแหละ เข้ามาทำให้หัวใจเราเต้นแรงมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง 9. เราต่างเคยเจ็บปวดตามลำพัง แตกสลายเงียบๆ คนเดียว แต่ในที่สุด เราจะหายดีดังเดิม10. รักเขามากแค่ไหนก็อย่าลืมรักตัวเอง 11. การเอาชนะไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเสมอไป12. จงมีความหวัง จงมีศรัทธา อย่างแรงกล้า ในสิ่งที่คุณเป็น ในสิ่งที่คุณทำ แม้ว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ ล้มเลิกความตั้งใจ สิ้นศรัทธา หมดความหวัง หรือหมดกำลังใจไปแล้วก็ตาม

สนามเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพ ที่กำลังจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้งกันเร็วๆ นี้ ประชาชนคนกรุงเทพฯ อาจจะนำมาเป็นข้อคิดเชคดูสมรรถนะของคนที่จะมานำกรุงเทพฯ ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ข้อคิด 12 ข้อเหล่านี้ อาจจะนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดความเป็นผู้นำ ของผู้ว่าฯ เมืองหลวงแห่งนี้  ซึ่งคงต้องเทียบเคียงกันเอาเองว่า อยากจะได้ผู้ว่าฯกรุงเทพ แบบที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน มุมมองในการบริหารจัดการเมืองหลวงจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความมั่นคง มีศักดิ์ศรีในการดำเนินชีวิตที่มีความสุขได้ด้วยวิธีการอย่างไร หวังว่าข้อคิด การมองหาผู้ว่าฯ ผ่านแว่นขยายเล็กๆ จากภาพยนตร์ คังคุไบ คงได้เจอผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพ และนโยบายที่ดีได้บ้างไม่มากก็น้อย