การเมือง » คอลัมน์
แยกรัชวิภา
บ้านเมืองออนไลน์ : วันพุธ ที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2566, 11.46 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ทุจริตคอร์รัปชั่นสังคมไทย : เข็มทิศศีลธรรมที่ยืดหยุ่น
ทุจริตคอร์รัปชั่นสังคมไทย : เข็มทิศศีลธรรมที่ยืดหยุ่น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทร์ฐิตา ทุมเกิด
ผู้ก่อตั้งบริษัทรอยส์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทในเครือ
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
หากจะเปรียบการทำหน้าที่ป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยเป็นหางเสือเรือไทยแลนด์ หรือแม้จะเทียบเป็นเข็มทิศ เครื่องมือการเดินทางของประเทศ ก็คงอาจเสี่ยงถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นหางเสือและเข็มทิศปราบโกงที่ใช้การไม่ได้ และใช้ไม่ได้มานาน โดยเมื่อมองว่าธรรมาภิบาลเป็นอารยธรรมของสังคมไทยแล้วด้วย ต้องถือว่าอารยธรรมถูกฝังกลบ ทิ้งให้เสียหายใต้พิภพ อยู่ในสภาพที่ถูกปล่อยให้ใช้งานไม่ได้ ใต้ผืนดินมานาน หรือแม้กระทั่งไม่มีร้านไหนที่มีช่างฝีมือดีจะซ่อม และที่สำคัญคือเข็มทิศที่พอมี และใช้บอกทิศได้บ้างนั้นก็ดูเหมือนจะหมุนได้ช้าเหลือเกิน การเพิกเฉยหรือการมีความคิดว่าเป็นธุระไม่ใช่ต่อพฤติกรรมการทุจริตของสังคมไทยแลนด์ อาจจะมีสภาพไม่ต่างจากการเป็นเข็มทิศที่มีก็เหมือนไม่มี

สถานการณ์ที่ว่ากันว่า ปฐมเหตุแห่งสึนามิปราบโกงและการเปิดปมทุจริตครั้งนี้ รุนแรงไม่แพ้ระเบิดในยุโรปสงครามยูเครน-รัสเซียทีเดียว สังคมไทยแลนด์ อาจจะเพิ่งตาสว่าง และเห็นว่าเข็มทิศศีลธรรม อารยธรรมแห่งธรรมาภิบาลหมุนแรงก็เมื่อช่วงปลายปี 2565 ที่อดีตนักการเมืองและนักธุรกิจชื่อดังท่านหนึ่งออกมาให้ข้อมูลการทุจริตในสังคมไทย ที่เรียกได้ว่าเมื่อเห็นข้อมูลแล้ว หลายคนถึงกับบอกว่าอึ้ง ในขณะที่หลายคนก็รู้ดีแต่ไม่มีความกล้าหาญจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อสังคม
การเปิดเผยข้อมูลตามหน้าสื่อต่างๆ หรือแม้แต่บางโซเซียลมิเดีย อาจจะต้องบอกว่าความเสียหายเรื่องนี้ น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือความปลอดภัยของผู้ที่ออกมาจุดประเด็นเรื่องนี้ แม้ว่าหลายคนจะเห็นด้วยที่ควรมีคนทำเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ มาตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดตามมากับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลทุจริตก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมเป็นกังวลไม่น้อย ที่จริงการทนกับการทุจริต สะท้อนการเป็นสังคมที่มีค่านิยมปิดปากเงียบในสังคมแบบไทยแลนด์ ที่บางกรณีค่อนข้างเป็นสังคมแบบเข็มทิศศีลธรรมยืดหยุ่น ซึ่งมีลักษณะแบบสังคมที่เรียกว่ามือถือสากปากถือศีล สังคมปากว่าตาขยิบ มือไม่พายไม่เอาเท้าราน้ำ เข้าเมืองตาหลิ่ว จะหลิ่วตาตาม และสังคมแบบจ่าเฉย
ไม่อาจจะปฏิเสธได้เต็มปากว่ามีมุมมืดในสังคมแบบไทยแลนด์ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่สะท้อนว่าการก้มหน้าทนรับความไม่ถูกต้องเพราะความกลัวและไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง นั้น เป็นเรื่องจำเป็นและมีทางเลือกไม่มาก ที่จริงพื้นฐานคนไทยมีความรักสงบเป็นทุนตั้งต้น ไม่อยากมีปัญหากับคนมีอิทธิพลโดยไม่จำเป็น จึงมักจะมองเรื่องร้ายแรง อย่างเรื่องการทุจริตหรือการโกงเป็นเรื่องธุระไม่ใช่ แม้ว่าจะเป็นเรื่องตัวเอง ถ้ายอมได้ก็จะยอม ไม่อยากเสียเวลาทำมาหากินและทำให้ตัวเองและครอบครัวตกอยู่ในความเสี่ยงในการทำมาหากิน หรือแม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเคยได้ยินข่าวมาบ้างว่า มีการยอมจ่ายค่าคุ้มครองในพื้นที่ทำมาหากินแก่กลุ่มอิทธิพลอยู่บ้างก็ตาม นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ในสังคมไทยแลนด์ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องพรรค์นี้ ว่าไม่ใช่เพิ่งเกิดในสังคมไทย แต่เป็นปัญหาที่ถูกซุกไว้ เป็นเวลานาน ซึ่งบ่งชัดว่าอารยธรรมแห่งธรรมาภิบาลยังไม่แข็งแรงพอ ทั้งเรื่องนิติรัฐ-นิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และการให้ความสำคัญกับคุณธรรม ที่อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน หรือบางหน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ในประเทศไทยแลนด์
รองศาสตราจารย์ ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภาไทย ประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมลํ้า และแม็คมัลแลน(McMullan) นักวิชาการด้านธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนา เห็นตรงกันว่าทุจริตส่งผลกระทบหลายด้านมาก อาทิเช่น เกิดความไม่ยุติธรรม ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วย ประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาล เกิดความสูญเปล่าในทรัพยากรของประเทศ ขาดการจูงใจในการลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากปัญหาเงินสินบน ความไม่ประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมคอร์รัปชั่น ข้อจำกัดจากการนำนโยบายไปใช้เนื่องจากการทุจริตของข้าราชการบางกลุ่ม
ขณะที่ปัจจุบัน ผู้นำทางสังคม ธุรกิจเอกชน การเมือง และภาคประชาสังคม จะพยายามสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นนั้น การดำเนินการในเรื่องนี้ยังไม่กว้างขวาง ประชาชนยังขาดความเข้าใจ จึงทำให้ขาดกลไกของการตรวจสอบและการกำกับดูแลในการปฏิบัติงานที่ยึดธรรมาภิบาล แม้ธรรมาภิบาลจะเป็นสิ่งที่ดีโดยหลักการ แต่ในมุมมองเชิงปรัชญาภาวะผู้นำ ตามหลักจริยศาสตร์ ซึ่งก็คือหลักคุณธรรม หลักธรรมาภิบาล นั้น ยังมีปัญหาเชิงปฏิบัติในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับองค์กรในประเทศและองค์กรโลก เพราะมีมิติที่เชื่อมโยงกับการบริหารจัดการผลประโยชน์และผู้มีส่วนได้เสีย ในด้านวัตถุนิยมและประโยชน์นิยม ซึ่งเป็นการบริหารจัดการที่ยากที่สุด และพบจุดอ่อนในเรื่องเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก ภายใต้บริบทสังคมแบบไทยแลนด์ ที่ชนชั้นผู้นำยังคงมีบทบาทสูง ชนชั้นแรงงาน พนักงาน หรือแม้แต่ประชาชน มีบทบาทน้อย และได้สัมผัสธรรมาภิบาลเพียงแค่การฉาบทาไว้ภายนอก การดูแลในเชิงนิติรัฐยังไม่เท่าเทียม ไม่ต้องพูดถึงหลักคุณธรรมที่ต้องถูกนำมาใช้นั้น น้อยยิ่งกว่า ทั้งๆที่เป็นเป้าหมายหลักเชิงอุดมการณ์ ซึ่งมีระดับสูงกว่า ซึ่งจะเป็นช่องทางและกลไกที่จะลดความขัดแย้ง ตลอดจนทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมลดลงได้
ภายใต้ยุคแห่งปัญญาและยุคแห่งความโง่เขลา ยุคที่คุณค่าของเงินวัดกันที่อำนาจ อารยธรรมแห่งธรรมาภิบาล ที่เชื่อมั่นศีลธรรม ความดีงาม ว่าเป็นรากฐานสังคมไทยที่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง การมีทัศนคติที่ปลอดภัยต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ จะช่วยให้มองเห็นคุณค่าของความดีงามที่ลึกลงไป ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งจำเป็นต่อตนเอง ครอบครัว และเพื่อนมนุษย์ การมีความเคารพและการไว้ใจ สังคมแห่งสติสัมปชัญญะ การควบคุมอารมณ์ ความอดทนต่อความทุกข์ ไม่เปิดช่องให้ทุจริตมาเป็นเครื่องมือแก้ทุกข์ตัวเอง อยู่ในเส้นทางแห่งความดี มีความพอเพียงในการใช้ชีวิต เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญต้านทุจริตได้
ธรรมาภิบาล คืออารยธรรมของชาติ สุจริตผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ ทุจริต แม้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงสูงยิ่งกว่า และผลลัพธ์สูงที่ว่านั้น คือทุจริต ไม่รอดแน่ๆ ตั้งแต่โบราณนานมา คนชอบเตือนให้เราระวังหลายอย่าง ระวังบุหรี่ ระวังเหล้า สารพัดจะเตือน แต่ทุจริตรอร์รัปชั่น ไม่เคยถูกเตือนให้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด ทุจริตคอร์รัปชั่น ควรมาพร้อมป้ายคำเตือน “ทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้ถึงตายได้”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง » คอลัมน์
คอลัมน์ล่าสุด ![]()
...คำถามประจำวันเด็ก...
ใต้ถุนสภา- ปรากฏการณ์ "ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน" 21:25 น.
- “หนี้นอกระบบ” 05:33 น.




