วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562 02:15 น.

กทม-สาธารณสุข

สสส.ปลุกพลังบวก นำร่องต้นแบบ “เรือนจำสุขภาวะ”

วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.19 น.

สสส.ปลุกพลังบวก นำร่องต้นแบบ “เรือนจำสุขภาวะ”

 

สสส.นำร่องพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง 3 เรือนจำ “อุบลราชธานี-อุดรธานี-ราชบุรี” ต้นแบบ “เรือนจำสุขภาวะ” ปลุกพลังเชิงบวก ส่งเสริมกิจกรรมตามความถนัด-สมัครใจ ปรับให้เรือนจำเอื้อต่อการมีสุขภาวะกายใจ-ดี ต่างจากสังคมภายนอกน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้พ้นโทษที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำผิดซ้ำ 94 %

 

วันที่ 8 ก.พ. ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานภายใต้โครงการเรือนจำสุขภาวะ:พัฒนาคุณภาพชีวิตหลังกำแพง โดยนางภรณี กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนให้เกิดเรือนจำสุขภาวะในสังคมไทย โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม แก้ปัญหาสุขภาพของผู้ต้องขัง ได้แก่ ปัญหาโรคผิวหนัง โดยเฉพาะโรคหิดและผื่นคัน ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดหลัง ปวดเอว เป็นต้น โดยริเริ่มให้มีการวิจัยเชิงนโยบายและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ตั้งแต่ปี 2556 ใน 3 เรือนจำนำร่อง ได้แก่ เรือนจำกลางอุดรธานี เรือนจำกลางราชบุรี และขยายผลต่อที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี ปัจจุบันยังได้สนับสนุนโครงการเรือนจำสุขภาวะ: พัฒนาคุณภาพชีวิตหลังกำแพง วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเรือนจำให้เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ผู้ที่อยู่ในเรือนจำมีสุขภาวะที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ภายใต้องค์ประกอบ 7 ด้าน ได้แก่  1. เพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ต้องขัง 2. ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคที่พบบ่อยในเรือนจำ 3. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการบริการสุขภาพ 4. ผู้ต้องขังมีพลังชีวิตคิดบวกและมีกำลังใจ 5. ดำรงชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและเอื้ออาทร 6. สามารถธำรงบทบาทของการเป็นแม่ เป็นลูก หรือเป็นสมาชิกในครอบครัว และ 7. มีโอกาสสร้างที่ยืนในสังคม ด้วยกระบวนการฟื้นฟูผู้ต้องขังที่มีการบูรณาการเข้าไปในวิถีการดำรงชีวิตตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงในเรือนจำซึ่งหมายความว่าสภาวะแวดล้อมทั้งทางกายภาพ วิถีการดำรงชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องขัง ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทำให้ชีวิตในเรือนจำแตกต่างจากชีวิตในสังคมทั่วไปให้น้อยที่สุด ซึ่งวิธีการนี้จะเอื้อต่อผู้ต้องขัง ช่วยให้ผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการคืนกลับสู่สังคมอีก

 

 

ผศ.ธีรวัลย์ วรรธโนทัยหัวหน้าโครงการเรือนจำสุขภาวะ:พัฒนาคุณภาพชีวิตหลังกำแพง กล่าวว่า โครงการเรือนจำสุขภาวะ: พัฒนาคุณภาพชีวิตหลังกำแพง เป็นโครงการต่อเนื่อง ที่ได้รับการสนับสนุนจากสสส. ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนเรือนจำให้เป็นพื้นที่ซึ่งผู้ต้องขังสามารถมีประสบการณ์ในทางบวก มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมจะออกไปใช้ชีวิตที่มีคุณภาพเมื่อพ้นโทษ ซึ่งจากการติดตามผู้เข้าร่วมกิจกรรมโยคะของโครงการฯ เมื่อพ้นโทษจำนวน 50 คน มีผู้กระทำผิดซ้ำ 3 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6 เท่านั้น

 

สำหรับกิจกรรมต่างๆ เป็นการเข้าร่วมตามความสมัครใจ ในแต่ละเรือนจำมีกิจกรรมแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของสถานที่และความสนใจของผู้ต้องขัง เช่น การออกแบบและทำงานหัตถกรรม (บาติก โครเชต์ ออริกามิ ดอกไม้จากดินน้ำมัน) ศิลปะบำบัด (การใช้ดินสอสี สีน้ำ สีอะคริลิค) การทำเทียนหอม ยาหม่องและน้ามันไพล สวนถาด ปลูกต้นไม้ในขวด หรือกิจกรรมที่มีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาพผู้ต้องขังแบบองค์รวมคือการฝึกโยคะ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพทางกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังช่วยให้ผู้ฝึกมีสมาธิ มีความอดทนมุ่งมั่น และตระหนักในพลังของตนเอง เกิดความภาคภูมิใจ มีรายได้ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ต้องขังสามารถเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ซึ่งเรือนจำส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการให้บริการ โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับอนามัยช่องปาก หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่สามารถให้บริการอุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด ขูดหินปูน และใส่ฟันปลอม ให้ผู้ต้องขังหญิง ช่วยให้ผู้ต้องขังซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟันสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ในปี 2561 มีจำนวนผู้ต้องขังรวม 355,543 คน แบ่งป็น ชาย 308,532 คน และผู้ต้องขังหญิง 47,011 คน คิดเป็นอัตราต่อประชากรแสนคนเท่ากับ 70.9 ต่อแสนประชากร เมื่อเทียบจำนวนผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังหญิงสูงเป็นลำดับที 4 ของโลก