วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 05:57 น.

กทม-สาธารณสุข

ปวดเข่าเหมือนกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกัน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

ปวดเข่าเหมือนกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกัน

 

แพทย์เฉพาะทางชี้ “ข้อเข่าเสื่อม” กับ “ปวดเข่าจากการบาดเจ็บ” ต่างกันตั้งแต่สาเหตุ การวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางรักษา

อาการปวดเข่าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุด ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุและคนวัยทำงานทั่วโลก แต่สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ อาการปวดเข่าที่ดูคล้ายกัน อาจมีที่มาและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะระหว่าง “ข้อเข่าเสื่อม” และ “อาการปวดเข่าจากการบาดเจ็บ” หากวินิจฉัยผิดหรือปล่อยทิ้งไว้ อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

รศ.พล.อ.ท.นพ.จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ อธิบายว่า อาการปวดเข่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การเสื่อมตามอายุและการใช้งาน และการบาดเจ็บจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ

ข้อเข่าเสื่อม โรคเรื้อรังที่ค่อยเป็นค่อยไป

ข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นความผิดปกติของข้อต่อที่เกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้ออย่างช้า ๆ ส่งผลให้กระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งเสียดสีกันขณะเคลื่อนไหว เกิดอาการปวดที่เพิ่มขึ้นตามเวลาและอายุที่มากขึ้น ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงภายในข้อ เช่น กระดูกอ่อนบางลง การเกิดกระดูกงอกรอบข้อ และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ

ลักษณะอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดเข่าเรื้อรัง ค่อยเป็นค่อยไป ปวดมากขึ้นเมื่อเดินหรือใช้งานนาน มีอาการฝืดในช่วงเช้าหรือหลังนั่งพักเป็นเวลานาน มีเสียงกรอบแกรบขณะงอเข่า และในบางรายอาจพบข้อเข่าผิดรูปหรือโก่งงอ โดยทั่วไปอาจมีบวมเล็กน้อย แต่ไม่ใช่อาการอักเสบเฉียบพลัน

ปวดเข่าจากการบาดเจ็บ อาการเฉียบพลันที่ต้องระวัง

ในขณะที่อาการปวดเข่าจากการบาดเจ็บ (Traumatic Knee Pain) มักเกิดจากแรงกระแทกหรือแรงบิดที่มากเกินไปต่อข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีกขาด (ACL Injury) หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือการล้มและกระแทกโดยตรง ลักษณะเด่นคือเกิดอาการปวดทันทีหลังเหตุการณ์ มีอาการบวม ร้อน แดง และเคลื่อนไหวลำบาก

ผู้ป่วยบางรายอาจได้ยินเสียง “แคล็ก” หรือ “แตก” ขณะเกิดการบาดเจ็บ รู้สึกเข่าหลวม หรือไม่มั่นคง อาการมักรุนแรงในช่วงแรก และอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัว หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

 

บาดเจ็บวันนี้ เสื่อมเร็วขึ้นในอนาคต

แพทย์ยังชี้ว่า การบาดเจ็บที่เข่าในอดีตถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคต โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงของเอ็นหรือหมอนรองกระดูก ซึ่งทำให้โครงสร้างข้อเข่าเปลี่ยนไป การเดินผิดรูป และแรงกระจายในข้อไม่สมดุล ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ

วินิจฉัยให้ถูก คือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่ตรงจุด

การแยกความแตกต่างระหว่างข้อเข่าเสื่อมกับอาการบาดเจ็บ จำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ ตั้งแต่การซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกาย ไปจนถึงการตรวจทางรังสี เช่น X-ray เพื่อประเมินการเสื่อมของข้อ หรือ MRI เพื่อดูความเสียหายของเอ็นและโครงสร้างอ่อนภายในข้อ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

แนวทางรักษาต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกัน

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยข้อเข่าเสื่อมมักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก การทำกายภาพบำบัด เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ การใช้ยา หรือการฉีดยาเข้าในข้อเพื่อลดแรงเสียดสี

ขณะที่อาการบาดเจ็บของเอ็นเข่า แนวทางการรักษาจะพิจารณาจากระดับการฉีกขาด ความมั่นคงของข้อ และการใช้งานของผู้ป่วย อาจเริ่มจากการพัก ฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด หรือในกรณีที่รุนแรงและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการรักษา คือการลดอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงในระยะยาว ซึ่งเริ่มต้นได้จากความเข้าใจที่ถูกต้องและการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

ในบริบทที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย การลงทุนกับการรักษาที่ตรงจุดตั้งแต่ระยะแรก ถือเป็นการลดต้นทุนสุขภาพในระยะยาว โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ มุ่งเน้นการดูแลปัญหากระดูกและข้อแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมิน วินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟู เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและการสูญเสียศักยภาพในการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) ปรึกษา โทร.           02-034-0808   

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข