วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 03:51 น.

กทม-สาธารณสุข

“หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ภัยเงียบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

“หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ภัยเงียบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

อย่าชะล่าใจ! เมื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ นั่งนาน ก้มดูมือถือบ่อย อาจจะเพิ่มความเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ที่อัปเกรดจากโรคผู้สูงวัยมาเป็นของฝากยอดฮิตของวัยรุ่นสร้างตัว! โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข พาไปรู้เท่าทันสัญญาณเตือนและเข้าใจปัจจัยเสี่ยง ไปจนถึงแนวทางรักษาและการดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงในทุกช่วงวัย เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากอะไรกันแน่?

อธิบายง่าย ๆ กระดูกสันหลังของเราจะมี "หมอนรองกระดูก" คือ ส่วนที่คั่นอยู่ในแต่ละชั้นของตัวกระดูกสันหลัง โดยโครงสร้างหลักประกอบด้วยน้ำและคอลลาเจน เป็นเหมือนโช้กอัพรถยนต์ คอยรับแรงกระแทกและน้ำหนักของร่างกาย คอยประคองระหว่างชั้นของกระดูกสันหลังเพื่อให้เราโยกย้าย ส่ายสะโพกได้อย่างยืดหยุ่น

แต่เมื่อใดก็ตามที่หมอนรองกระดูกเกิดการแตกหัก หรือปลิ้นออกจากตำแหน่งเข้าไป “กดทับเส้นประสาท” ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงทันที จะส่งผลทำให้การทำงานของเส้นประสาทผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ร้าวลงขา ชา หรือถึงขั้นอ่อนแรง

เช็กด่วน! อาการแบบไหนชัวร์ แบบไหนใช่?

อาการของโรคมักปวดร้าวลงขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากหมอนรองกระดูกมักปลิ้นทางด้านข้างและกดทับเส้นประสาทฝั่งนั้น อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงของขาหรือปลายเท้าร่วมด้วยได้ โดยอาการปวดในช่วงแรกจะค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

ปริมาณการกดทับของเส้นประสาท

การอักเสบจากการแตกปลิ้นของหมอนรองกระดูก

 

 

              โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพบบ่อยในผู้ที่อายุ 20–50 ปี สามารถรักษาได้ และผู้ป่วยกว่า 80% อาการดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัด และแม้อาการของผู้ป่วยบางรายอาจทุเลาได้เอง แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมา Checklist กันดูว่าอาการที่คุณเป็นอยู่เข้าข่ายควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน อย่ารอให้หายเอง!

ปวดหลังร้าวลงขา: นี่คือ Single Core behavior หรืออาการเด่นที่สุด โดยจะมีอาการปวดจากหลังส่วนล่าง ร้าวลงไปที่สะโพก ร้าวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (มักเป็นข้างเดียว)

อาการชา: รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ มาทิ่ม หรือชาหนาๆ ที่บริเวณขา น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า

กล้ามเนื้ออ่อนแรง: สัญญาณเตือนที่เริ่มรุนแรงจะเริ่มสังเกตได้ว่าขาไม่มีแรง กระดกข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้าไม่ได้ เดินแล้วรองเท้าแตะหลุดบ่อยๆ หรือหัวเข่าทรุดลงไปดื้อๆ

Lifestyle สุ่มเสี่ยง: ปัจจัยเรื้อรังที่คนรุ่นใหม่อาจทำอยู่ทุกวัน

1. น้ำหนักตัวมาก: เพราะยิ่งน้ำหนักตัวมาก กระดูกสันหลังก็ต้องรับน้ำหนักมากตามไปด้วย

2. การใช้งานที่ไม่เหมาะสม: เช่น ก้มหลัง ยกของหนัก เพราะท่าทางเหล่านี้เป็นการเพิ่มแรงดันที่หมอนรองกระดูกค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะเกินความทนทานที่หมอนรองกระดูกรับได้ จนกระทั่งเกิดการแตกปลิ้นออกมา

3. การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ: พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน และมักจะมีโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาทในบริเวณช่วงเอวมากที่สุด เพราะเวลาที่นั่งนานๆ กระดูกสันหลังส่วนนั้นจะรับน้ำหนักแบบเต็มๆ 

4. การไอหรือจามแรงๆ: เป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มแรงดันอย่างฉับพลันในหมอนรองกระดูก

5. คนที่สูบบุหรี่จัด: บุหรี่จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัยอันควร และทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการแตกปลิ้นได้มากขึ้น

ไปพบหมอแล้วต้องเจออะไรบ้าง? ...และทำไมถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้อง "ผ่าตัด"

โดยปกติแพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ซึ่งก็จะวินิจฉัยโรคได้เบื้องต้นว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทหรือไม่ แต่เพื่อความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แพทย์อาจทำการตรวจโดยเครื่องถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจน และทำให้บอกได้ว่ามีการกดทับเส้นประสาทที่ตำแหน่งใดมากน้อยแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก และผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยซ้ำ โดยแนวทางการรักษามีดังนี้:

การรักษาด้วยยา: ในระยะแรกแพทย์จะให้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด

การทำกายภาพบำบัด: การดึงหลัง การใช้ความร้อนลึก (Ultrasound/Laser) หรือทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดและจัดระเบียบกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกได้อย่างดีเยี่ยม

การผ่าตัด: ปัจจุบันที่ โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Discectomy) แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นนาน ๆ ทำให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

ชีวิตการทำงานและการตามเทรนด์ในยุคปัจจุบัน อาจบีบให้เราต้องเร่งรีบและอยู่หน้าจอตลอดเวลา แต่จงจำไว้ว่า “หมอนรองกระดูก” ของเราไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับพฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ ได้ตลอดไป การป้องกันและการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด

 

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข

ข่าวในหมวดกทม-สาธารณสุข