วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 03:34 น.

กทม-สาธารณสุข

สสส.หนุนสร้างเครือข่ายอาหาร 36 จังหวัดสร้างอาหารปลอดภัยดีต่อสุขภาพทุกคน

วันพุธ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.53 น.

“อาหารปลอดภัย” สู่ “นโยบายประเทศ” วุฒิสภา-สสส.-ภาคี สานพลังสร้างระบบอาหารปลอดภัย ชู “Safe Food Journey” เชื่อมทุกภาคส่วนดูแลอาหารตลอดห่วงโซ่ หนุนชุมชนต้นแบบ-นักสืบอาหาร-Thai-RASFS สสส. หนุนสร้างเครือข่ายอาหาร 36 จังหวัด มุ่งให้อาหารปลอดภัยและดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่าย

ที่อาคารรัฐสภา วันที่ 9 ก.ย.2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดเสวนา “Safe Food Journey เส้นทางอาหารสู่จานเรา” เพื่อสานพลังทุกภาคส่วนยกระดับความปลอดภัยทางอาหารตลอดห่วงโซ่

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ความปลอดภัยทางอาหารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ เพราะความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ จุดจำหน่ายหรือขณะปรุงอาหาร แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงของห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การเพาะปลูก การนำเข้า การจัดเก็บ การขนส่ง การจำหน่าย ไปจนถึงการบริโภค หากจุดใดขาดมาตรฐานหรือกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเชื่อมั่นของประชาชน ไทยจำเป็นต้องก้าวจากการแก้ไขปัญหาเมื่อพบอาหารไม่ปลอดภัย ไปสู่การสร้างระบบที่สามารถป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่

“การเสวนาครั้งนี้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล ฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และองค์ความรู้จากเครือข่ายอาหารปลอดภัยของ สสส. ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการ ระบบข้อมูล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยเฉพาะการยกระดับการตรวจสอบและอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ ‘1 DAAN 1 LAB 1 DAY’ โดยใช้หลัก Hold-Test-Release คือกักสินค้าไว้ที่ด่าน ตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง และอนุญาตให้นำสินค้าออกจากด่านเมื่อผ่านมาตรฐาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายอาหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าอาหารที่เข้าสู่ตลาดได้รับการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง” นายสุนทร กล่าว

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 พบว่า ประชากรวัยทำงานมีภาวะอ้วน (มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) 45% มีภาวะความดันโลหิตสูง 29.5% และเป็นโรคเบาหวาน 10.6% ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป บริโภคผักและผลไม้เฉลี่ย 373.69 กรัมต่อวัน และมีเพียง 36.5% ที่บริโภคได้ถึงวันละ 400 กรัม ส่วนการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าปริมาณแนะนำที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สะท้อนถึงความจำเป็นในการจัดการระบบอาหารอย่างจริงจัง

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ได้ขับเคลื่อนงานอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างหลักฐานและระบบข้อมูล การพัฒนาต้นแบบ การเชื่อมเครือข่าย การผลักดันนโยบายและสภาพแวดล้อมทางอาหาร ไปจนถึงการเสริมพลังประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดตามบทบาทของตนเอง เกิดความคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน และขยายผลได้ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ปัจจุบันมีเครือข่ายปฏิบัติการครอบคลุม 36 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค เชื่อมโยงตั้งแต่พื้นที่ผลิต ตลาด แหล่งบริการอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จนถึงเครือข่ายผู้บริโภค

“ตัวอย่างสำคัญคือการยกระดับอาหารริมบาทวิถี หรือ Street Food ที่ สสส. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย ทดลองใช้กับผู้ประกอบการ 432 ร้าน ใน 18 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงราย อุบลราชธานี และภูเก็ต โดยพัฒนามาตรฐานกลางการผลิตและให้บริการอาหารสตรีทฟู้ดที่สามารถนำไปใช้ยกระดับพื้นที่ได้จริง สสส. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อสร้างเสริมสุขภาพอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และมุ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้อาหารหนึ่งจาน ‘ผ่านมาตรฐาน’ แต่ต้องทำให้อาหารปลอดภัยและดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงจานอาหาร เพราะท้ายที่สุด Healthy Choice ต้องเป็น Easy Choice” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สสส. มุ่งยกระดับการเฝ้าระวังอาหารปลอดภัยจากการตรวจค้นหาความเสี่ยง ไปสู่การสร้างระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม โดยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครสวรรค์ จ.มหาสารคาม จ.ยโสธร พร้อมพัฒนาองค์ความรู้และหลักสูตร Citizen Science หรือ “นักสืบอาหาร” เพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนและภาคีในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง สื่อสารความเสี่ยง และเชื่อมข้อมูลเข้าสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ อีกก้าวสำคัญคือการพัฒนา Thai Rapid Alert System for Food Safety (Thai-RASFS) ให้เป็นระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเร่งด่วนที่เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่กับหน่วยงานรับผิดชอบ ตั้งแต่การแจ้งเตือนผู้บริโภค การติดตามจัดการปัญหา ไปจนถึงการนำข้อมูลกลับมาใช้พัฒนามาตรการและนโยบาย โดยระยะต่อไปจะยกระดับ Thai-RASFS สู่กลไกแจ้งเตือนด้านอาหารปลอดภัยของประเทศ เชื่อมภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

“หัวใจสำคัญคือการทำให้ชุมชนไม่ใช่เพียงผู้รับข้อมูล แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย โดยมี สสส. สนับสนุนการพัฒนากลไก องค์ความรู้ และการเชื่อมพลังเครือข่าย ขณะที่ Thai-PAN ทำงานร่วมกับ อย. สภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยงานวิชาการ และภาคีในพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลจากชุมชนเชื่อมต่อไปสู่การจัดการของหน่วยงานรัฐและการพัฒนานโยบายได้” น.ส.ปรกชล กล่าว

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข

ข่าวในหมวดกทม-สาธารณสุข