KPI Poll สำรวจความคิดเห็น “มุมมองของคน ไทยต่อนโยบายแจกเงินของพรรคการเมือง”
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “มุมมองของคน ไทยต่อนโยบายแจกเงินของพรรคการเมือง” ระหว่างวันที่ 26 - 29 ธ.ค. 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป
ผลการสำรวจทาง Line Today1 ในคำถาม “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการตัดสินใจเลือกของท่านมากน้อยเพียงใด” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” คิดเป็นร้อยละ 67.1 ขณะที่ร้อยละ 29.8 ระบุว่า “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” และอีกร้อยละ 3.1 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”
ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านมีความเชื่อมั่นต่อสัญญาของพรรคการเมืองที่มีนโยบายแจกเงิน มาก น้อยเพียงใด” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่มีท่าทีไม่เชื่อมั่น โดยร้อยละ 66.4 ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น–ไม่เชื่อมั่นเลย” ขณะที่ร้อยละ 22.6 ระบุว่า “ค่อนข้างเชื่อมั่น–เชื่อมั่นมาก” และอีกร้อยละ 11.0 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”
ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า ‘นโยบายแจกเงิน’ เป็นเพียงคำสัญญาเพื่อให้ได้ คะแนนเสียง” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว โดยร้อยละ 58.6 ระบุว่า “ค่อนข้างเห็นด้วย–เห็นด้วยอย่างยิ่ง” ขณะที่ร้อยละ 30.9 ระบุว่า “ไม่ค่อยเห็นด้วย–ไม่เห็นด้วยเลย” และอีกร้อยละ 10.5 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”
ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านคิดว่า ‘นโยบายแจกเงิน’ สามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศ ได้มาก น้อยเพียงใด” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ประเมินว่า นโยบายดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้ในระดับต่ำ โดยร้อยละ 66.6 ระบุว่า “ค่อนข้างน้อย–น้อยที่สุด” ขณะที่ร้อยละ 20.5 ระบุว่า “ค่อนข้างมาก–มากที่สุด” และอีกร้อยละ 12.9 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”
เมื่อพิจารณาตามรายภูมิภาค ในคำถาม “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการตัดสินใจเลือกของท่านมากน้อยเพียงใด” พบว่า กรุงเทพมหานคร ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 44.7 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 48.8 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.5 ขณะที่ ภาคกลาง ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 70.2 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 19.1 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 10.71
ส่วน ภาคตะวันออก ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 72.5 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 17.4 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 10.1 สำหรับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมี ผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 54.5 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 35.9 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 9.6 ขณะที่ ภาคเหนือ ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 55.3 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 35.7 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 9.0 และ ภาคใต้ผู้ตอบระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 80.5 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 17.0 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 2.5
เมื่อพิจารณาตามเพศ ในคำถาม “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการตัดสินใจเลือกของท่านมากน้อยเพียงใด” พบว่า เพศชาย ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 59.9 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก”ร้อยละ 31.6 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 8.5 ขณะที่ เพศหญิง ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 64.3 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 28.0 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 7.7
ส่วน ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 50.0 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ31.3 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 18.8 ขณะที่กลุ่ม ไม่ต้องการระบุเพศ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย”ร้อยละ 8.3 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 25.0 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 66.7
เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษาสูงสุด ในคำถาม “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการตัดสินใจเลือกของท่านมากน้อยเพียงใด” พบว่า กลุ่ม ประถมหรือต่ำกว่า ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 51.8 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 37.9 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 10.3 ขณะที่กลุ่ม มัธยมหรืออาชีวะ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 60.0 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 33.1 และ“ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.9 ส่วนกลุ่ม ปริญญาตรีระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 67.5 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 24.1 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 8.4
ขณะที่กลุ่ม สูงกว่าปริญญาตรีระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 73.3 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 19.8 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.9 และกลุ่ม ไม่ต้องการระบุ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 47.1 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 29.4 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 23.5 เมื่อพิจารณาตามอาชีพ ในคำถาม “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการตัดสินใจเลือกของท่านมากน้อย เพียงใด” พบว่า กลุ่ม ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/พนักงานของรัฐวิสาหกิจ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 70.3 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 19.8 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 9.9 ขณะที่กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 64.5 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 28.9 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.6 ส่วนกลุ่ม เจ้าของกิจการ/ผู้ประกอบการ/ค้าขาย ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 63.9 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 33.2 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 2.9
สำหรับกลุ่ม เกษตรกร/ทำสวน/ทำไร่/ทำประมง ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 55.6 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 38.1 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.3 ขณะที่กลุ่ม รับจ้างทั่วไป/ อาชีพอิสระระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 55.1 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 33.3 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 11.6 ส่วนกลุ่ม นักเรียน/นักศึกษา ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 61.4 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 32.5 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 6.1 ขณะที่กลุ่ม แม่บ้าน/ผู้ เกษียณอายุ/ไม่มีอาชีพ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 65.1 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 23.3 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 11.6 และกลุ่ม ไม่ต้องการระบุอาชีพ ระบุว่า “ไม่ค่อยมีผล–ไม่มีผลเลย” ร้อยละ 57.9 “ค่อนข้างมีผล–มีผลอย่างมาก” ร้อยละ 23.2 และ “ไม่มีความเห็น” ร้อยละ 18.9
ในส่วนของข้อมูลลักษณะพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 47.9 เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.7 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 0.8 เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และร้อยละ 0.6 ไม่ต้องการระบุเพศ ขณะที่เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 16.2 อยู่ในช่วงอายุ 18–25 ปี ร้อยละ 16.2 อยู่ในช่วงอายุ 26–35 ปี ร้อยละ 18.9 อยู่ในช่วงอายุ 36–45 ปี ร้อยละ 21.7 อยู่ในช่วงอายุ 46–55 ปี และร้อยละ 27.0 มีอายุ 56 ปีขึ้นไป ส่วนระดับการศึกษา พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 2.5 ต่ำกว่าประถมศึกษา ร้อยละ 11.6 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 23.0 จบระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า ร้อยละ 18.9 จบระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.6 จบระดับปริญญาตรี ร้อยละ 5.0 สูงกว่าปริญญาตรี และร้อยละ 3.4 ไม่ต้องการระบุระดับการศึกษา ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 8.5 อยู่ในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 19.1 อยู่ในภาคกลาง ร้อยละ 7.4 อยู่ในภาคตะวันออก ร้อยละ 33.3 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 17.8 อยู่ในภาคเหนือ และร้อยละ 13.9 อยู่ในภาคใต้
ในส่วนของข้อมูลพื้นฐานด้านอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 15.2 เป็นข้าราชการ/พนักงานของรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.5 เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 15.6 เป็นเจ้าของกิจการ/ผู้ประกอบการ/ค้าขาย ร้อยละ 14.3 เป็นเกษตรกร/ทำสวนทำไร่/ทำประมง ร้อยละ 18.1 รับจ้างทั่วไป/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.9 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 4.4 เป็นแม่บ้าน/ผู้ดูแลครอบครัว ร้อยละ 7.2เป็นผู้เกษียณอายุ/ไม่มีอาชีพ และร้อยละ 4.8 ไม่ต้องการระบุอาชีพ ขณะที่เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ต่อเดือน พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 37.8 มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 32.7 มีรายได้ 15,000–30,000 บาทร้อยละ 11.7 มีรายได้ 30,001–45,000 บาท ร้อยละ 2.5 มีรายได้ 45,001–60,000 บาท ร้อยละ 0.8 มีรายได้ 60,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 14.5 ไม่ต้องการระบุรายได้
ส่งข่าวได้ที่ email : saowaporn12345@gmail.com และ bat_mamsao@yahoo.com