วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 03:24 น.

การศึกษา

แนะไทยนำ “ตรรกวิทยาพุทธ” สร้างอธิปไตยดิจิทัล มุ่งสู่ศูนย์กลางความมั่นคงไซเบอร์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.26 น.

ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก ประเทศไทยกำลังเร่งวางยุทธศาสตร์ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) เพื่อยกระดับตนเองสู่ศูนย์กลางความมั่นคงดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผสานโครงสร้างพื้นฐานไซเบอร์ กรอบกฎหมายสมัยใหม่ และแนวคิด “ตรรกวิทยาพุทธ” เป็นฐานคิดเชิงปรัชญา

ภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล: สมรภูมิใหม่ของอำนาจรัฐ

ในศตวรรษที่ 21 ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีกลายเป็นแกนกลางของอำนาจรัฐ ความมั่นคง และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แนวคิดอธิปไตยทางดิจิทัลจึงถูกผลักดันในหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด สหภาพยุโรปที่เน้นกฎระเบียบเข้มงวดอย่าง GDPR และ AI Act หรือจีนที่ใช้แนวทางรัฐเป็นศูนย์กลางภายใต้ยุทธศาสตร์ “Made in China 2025”

สำหรับภูมิภาค สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ซึ่งมีประชากรราว 680 ล้านคน และเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดเสรีข้อมูลกับการปกป้องเสถียรภาพแห่งชาติ โดยกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ตั้งเป้าบรรลุในปี 2025 จะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตดิจิทัลของภูมิภาค

ไทยเร่งปฏิรูปกฎหมาย–โครงสร้างพื้นฐาน

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ไทยได้ปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายครั้งใหญ่ โดยการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (CSA) พร้อมจัดตั้งกลไกกำกับดูแลหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญ (CII)

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้วางยุทธศาสตร์ระยะที่สอง (ปี 2022–2027) มุ่งสร้างขีดความสามารถบุคลากร ความร่วมมือระหว่างประเทศ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับโลก

ขณะเดียวกัน นโยบาย “Go Cloud First” ภายใต้การกำกับของ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และแผน Ignite Thailand 2030 ของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ได้ผลักดันให้ภาครัฐและเอกชนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และพัฒนาทักษะดิจิทัลแรงงานจำนวนมหาศาล

ไทยยังใช้นโยบาย “คลาวด์หลากหลาย” (Diverse Cloud) เปิดรับทั้งผู้ให้บริการจากตะวันตกและเอเชีย เพื่อกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และรักษาจุดยืนความเป็นกลาง

ปฏิวัติกระบวนทัศน์ด้วย “ตรรกวิทยาพุทธ”

จุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์ของไทย คือการเสนอ “ตรรกวิทยาพุทธ” เป็นฐานคิดใหม่ของความมั่นคงไซเบอร์และการกำกับดูแล AI

แนวคิดปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) ชี้ให้เห็นว่าระบบดิจิทัลไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่พึ่งพาปัจจัยเชื่อมโยงซับซ้อน แนวคิดนี้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรม Zero Trust ที่ไม่เชื่อถือองค์ประกอบใดโดยอัตโนมัติ

ส่วน “จตุสโกฏิ” (Catuskoti) หรือหลักตรรกะสี่ฐาน เปิดพื้นที่ให้ประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น ปรากฏการณ์ AI Hallucination หรือ Deepfake ซึ่งไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะแบบทวิภาวะ (จริง/เท็จ) ได้อย่างเพียงพอ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การบูรณาการตรรกวิทยาพุทธเข้ากับระบบประเมินความเสี่ยง AI จะช่วยลด False Positives เพิ่มความละเอียดอ่อนในการตรวจจับภัยไซเบอร์ และเสริมอธิปไตยทางปัญญาของชาติ ท่ามกลางบริบทที่โมเดล AI ระดับโลกจำนวนมากสะท้อนกรอบคิดแบบตะวันตกเป็นหลัก

วิศวกรรมแห่งความไว้วางใจ

ในมิติพฤติกรรมศาสตร์ จริยธรรมเชิงพุทธ เช่น มรรคมีองค์แปด และพรหมวิหาร 4 ถูกนำมาแปลงเป็นแนวคิด “Trust Engineering” เพื่อออกแบบเทคโนโลยีที่ไม่ก่อให้เกิดการเสพติด ไม่บิดเบือนข้อมูล และไม่ผูกขาดอำนาจตลาด

หลักโยนิโสมนสิการและกาลามสูตรยังถูกเสนอเป็นฐานของ “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ระดับพลเมือง เพื่อรับมือข่าวปลอมและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในยุค AI โดยเน้นการคิดวิเคราะห์อย่างแยบคายและไม่แชร์ข้อมูลโดยปราศจากการตรวจสอบ

ทางสายกลางทางเทคโนโลยี

นักวิเคราะห์มองว่า ไทยมีศักยภาพจะเป็น “สถาปนิกอธิปไตยดิจิทัลอาเซียน” หากสามารถดำรงยุทธศาสตร์ “ทางสายกลางทางเทคโนโลยี” ได้อย่างมั่นคง คือ เปิดรับความร่วมมือจากทุกมหาอำนาจ ภายใต้กรอบความปลอดภัยระดับชาติที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่เลือก “ออกแบบอนาคต” ด้วยภูมิปัญญาของตนเอง

หากการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายสมัยใหม่ และตรรกวิทยาพุทธสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยอาจก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางความมั่นคงดิจิทัลแห่งอาเซียน พร้อมนำเสนอแบบจำลองอธิปไตยดิจิทัลเชิงจริยธรรมสู่เวทีโลก.
 

หน้าแรก » การศึกษา