วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 02:55 น.

การศึกษา

ระหว่างการรอคอยกับอิสรภาพ อ่านการเล่าเรื่องของความรักในมิวสิกวิดีโอ “ไม่อยากให้เป็นฝัน (No More Dream)”

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 23.31 น.

ระหว่างการรอคอยกับอิสรภาพ อ่านการเล่าเรื่องของความรักในมิวสิกวิดีโอ “ไม่อยากให้เป็นฝัน (No More Dream)”

เรียบเรียงโดย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณชรต อิ่มณะรัญ
         

 

มิวสิกวิดีโอในเพลง “ไม่อยากให้เป็นฝัน” ของ ETC. ร่วมกับ OZEEOOS เป็นผลงานที่น่าสนใจในฐานะตัวบทของการเล่าเรื่องร่วมสมัย เพราะแม้เนื้อเพลงจะพูดถึงความคิดถึงและการรอคอยใครบางคนอย่างตรงไปตรงมา แต่ภาพที่ปรากฏในมิวสิกวิดีโอกลับเลือกใช้การเปรียบเทียบผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์สองชนิด คือสุนัขและแมว เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ของความรักที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยถ้อยคำมากนัก ในเรื่องเล่าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ หรือเพลงรัก ตัวละครสำคัญที่สุดของเรื่องอาจไม่ใช่คนที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ หากแต่เป็นคนที่ “ไม่อยู่” อยู่ต่างหาก การขาดหายของบุคคลหนึ่งสามารถสร้างพื้นที่ของความคิดถึง ความหวัง และการรอคอย จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเรื่องเล่า ผู้เล่าเรื่องดำรงอยู่กับความทรงจำและความปรารถนาที่มีต่อใครบางคน ซึ่งแม้จะไม่ปรากฏตัวอยู่ในปัจจุบันของเรื่อง แต่กลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกทั้งหมดของตัวละคร

         

เนื้อเพลงของเพลง “ไม่อยากให้เป็นฝัน” สะท้อนสภาวะเช่นนี้อย่างชัดเจน ผู้เล่าเรื่องพูดถึงการรอคอย การอธิษฐาน และความหวังว่าจะได้พบใครบางคนอีกครั้ง คำถามที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในเพลงไม่ได้ต้องการคำตอบมากนัก หากแต่ทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกของคนที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านความคิดถึงนั้นไปได้บรรยากาศของราตรี ดวงดาว และระยะทางที่ปรากฏในเนื้อเพลง ทำให้เรื่องเล่าทั้งหมดดูเหมือนกำลังดำเนินอยู่ในพื้นที่ของความเงียบและการคอย การเล่าเรื่องจึงไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านเหตุการณ์มากมาย หากเคลื่อนผ่านอารมณ์ของการเฝ้ารอที่ค่อย ๆ สะสมขึ้น สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้เลือกเล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์สองชนิด คือสุนัขและแมว แทนที่จะเล่าเรื่องของมนุษย์โดยตรง การตัดสินใจเชิงศิลปะนี้ทำให้เรื่องเล่ามีลักษณะกึ่งนิทาน กึ่งอุปมา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครได้ในระดับที่ลึกขึ้น การใช้สัตว์เป็นตัวแทนความหมายเช่นนี้ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่เรียบง่าย แต่สามารถสื่อสารความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

         

สุนัขในเรื่องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความรักที่มั่นคงและซื่อสัตย์ มันเป็นผู้ที่รอคอย อยู่กับที่ และเชื่อมั่นในความผูกพันเพียงหนึ่งเดียว ขณะที่แมวเป็นตัวแทนของอิสรภาพและการเดินทาง แมวเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับพื้นที่หรือความสัมพันธ์ใดมากนัก เมื่อสุนัขและแมวถูกนำมาวางไว้ในเรื่องเดียวกัน ความแตกต่างของธรรมชาติทั้งสองจึงกลายเป็นแกนกลางของเรื่องเล่า แนวคิดสำคัญของมิวสิกวิดีโอถูกถ่ายทอดผ่านประโยคที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า “แมวจรตัวหนึ่งมีเก้าชีวิต แต่หมาตัวหนึ่ง แค่อยากบอกรักแมวตัวนั้น เพียงแค่ชีวิตเดียวของมัน” ประโยคนี้มิได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรยที่สวยงาม หากสะท้อนความจริงบางประการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ คนสองคนอาจรักกันด้วยความจริงใจ แต่รักกันด้วยวิธีที่แตกต่างกัน คนหนึ่งอาจมองความรักเป็นการเดินทางที่ยังเปิดกว้างต่อโลก ขณะที่อีกคนมองความรักเป็นบ้านที่ตนอยากกลับมาอยู่เสมอ

         

ในแง่นี้ เรื่องเล่าของเพลงจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคิดถึงคนรัก หากเป็นเรื่องของ “จังหวะชีวิตที่ไม่ตรงกัน” ความรักยังคงมีอยู่ แต่เส้นทางของคนสองคนอาจเคลื่อนที่ไปคนละทิศทาง สุนัขในเรื่องจึงยังคงรอ แม้จะไม่รู้ว่าการรอนั้นจะมีจุดสิ้นสุดหรือไม่ ขณะที่แมวยังคงเดินทางไปตามเส้นทางของตนเอง การเคลื่อนที่ของตัวละครทั้งสองจึงไม่ได้สวนทางกันเพราะความไม่รัก หากเป็นเพราะวิธีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ในฐานะกรณีศึกษาด้านการเล่าเรื่อง เพลงและมิวสิกวิดีโอนี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องเล่าที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนในเชิงเหตุการณ์ บางครั้งเพียงแค่การสร้างภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนระหว่างตัวละครสองฝ่าย ก็สามารถถ่ายทอดความจริงของความสัมพันธ์มนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ชมจดจำอาจไม่ใช่เหตุการณ์ในเรื่อง หากแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่เรื่องเล่านั้นทิ้งไว้ในใจ และบางที ความรู้สึกนั้นอาจเป็นเพียงคำถามเงียบ ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่องเล่าจบลงว่า…

 

“…ในความรักครั้งหนึ่งของชีวิต

เราเป็นสุนัขที่กำลังรอใครบางคนอยู่

หรือเป็นแมวที่ยังคงเดินทางต่อไปบนเส้นทางของตนเอง…”

หน้าแรก » การศึกษา