วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 01:54 น.

การศึกษา

ไทยเปิดเกมพลังงานสะอาด ดัน “จุลสาหร่าย KU01” ผลิตเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน ชูศักยภาพเหนือพืชพลังงานดั้งเดิมอย่างปาล์มน้ำมัน ยางนาและยางพารา 16 เท่า

วันพุธ ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวโครงการวิจัยและพัฒนา “จุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU01” เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) โดยประกาศวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย” ผ่านเศรษฐกิจสีเขียวและเกษตรมูลค่าสูง

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้หลายประเทศเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ ขณะที่ประเทศไทยมุ่งใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรชีวภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า จุลสาหร่ายสายพันธุ์ KU01 ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีศักยภาพสูงในการผลิตไขมันเพื่อแปรรูปเป็น SAF โดยให้ผลผลิตน้ำมันต่อพื้นที่สูงกว่าปาล์มน้ำมันถึง 16 เท่า และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 80-96 สอดรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ในเชิงวิศวกรรมชีวภาพ จุลสาหร่ายชนิดนี้สามารถเพาะเลี้ยงได้รวดเร็วภายในไม่กี่วัน ใช้พื้นที่จำกัด และยังสามารถใช้ร่วมกับระบบบำบัดน้ำเสีย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของเสียตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อดักจับคาร์บอนโดยตรง

เมื่อเปรียบเทียบกับพืชพลังงานดั้งเดิมอย่างยางนา (Dipterocarpus alatus) และยางพารา (Hevea brasiliensis) พบว่า แม้ทั้งสองชนิดมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการสร้างรายได้ให้ชุมชนและการใช้ประโยชน์จากของเหลือทางการเกษตร แต่ยังมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาเติบโตและผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ได้

ด้านอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยคาร์บอนสำคัญของโลก การพัฒนา SAF ถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยข้อมูลระบุว่าเชื้อเพลิงจากจุลสาหร่ายสามารถลดการปล่อย CO₂ ตลอดวงจรชีวิตได้ถึงร้อยละ 59.44 เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนี้ โครงการยังใช้โมเดล “โรงกลั่นชีวภาพแบบบูรณาการ” ที่ไม่เพียงผลิตเชื้อเพลิง แต่ยังต่อยอดชีวมวลที่เหลือไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารสัตว์โปรตีนสูง ซูเปอร์ฟู้ด และเวชสำอาง ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness Industry)

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของนักวิจัยข้ามศาสตร์จากหลายคณะ ทั้งเกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นแบบของการพัฒนาเทคโนโลยีจากระดับห้องปฏิบัติการสู่เชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ ภาครัฐยังเตรียมผลักดันนโยบายยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง โดยมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบปฏิกรณ์ชีวภาพและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

นักวิเคราะห์มองว่า “จุลสาหร่าย KU01” อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมพลังงานไทย หากสามารถพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสุขภาพในเวทีโลกอย่างยั่งยืน.
 

หน้าแรก » การศึกษา

Top 5 ข่าวการศึกษา