วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569 02:27 น.

การศึกษา

"เจิมศักดิ์" ชี้ Fake Monk ร้ายกว่า Fake News แนะผ่าตัดโครงสร้างสงฆ์ไทย เมื่อศาสนจักรโรยรา อาณาจักรต้องไม่เพิกเฉย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง  อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ความว่า  Fake Monk ร้ายกว่า Fake News ผ่าตัดโครงสร้างสงฆ์ไทย :   เมื่อศาสนจักรโรยรา อาณาจักรต้องไม่เพิกเฉย

วิกฤตศรัทธาจากกรณี "เงินทอนวัด" "พุทธพาณิชย์" และ "กามราคะ" ที่เกิดขึ้นกับอดีตพระเถระและพระคนดังหลายรูปในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา ปัจจุบันก็หายเงียบโดยไม่มีผู้ใดทราบว่าจะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของคณะสงฆ์อย่างใด หรือไม่ 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีจำนวนมากมายกระจายทั่วทุกสารทิศ ไม่ใช่เพียงปัญหารายบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับโครงสร้างที่บ่งบอกว่า "ระบบการปกครองสงฆ์ปัจจุบันล้มเหลวในการคัดกรองและขัดเกลา" 

ในทางประวัติศาสตร์ เมื่อศาสนจักรอ่อนแอจนไม่อาจชำระตนเองได้ เป็นหน้าที่ของ "อาณาจักร" หรือรัฐบาลที่ต้องเข้ามาเป็น "ธรรมศาสตรา" เพื่อพยุงกงล้อแห่งธรรมให้หมุนไปในทางที่ถูกที่ควร 

ดังข้อเสนอเชิงวิเคราะห์ 4 ประเด็นสำคัญที่จะขอให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และรองนายกฯปกรณ์   นิลประพันธ์ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้:

1. ยกระดับการ "คัดกรอง" ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
ปัจจุบันการบวชกลายเป็นเรื่องง่ายจนเกินไป บางคนใช้ผ้าเหลืองเป็นที่หลบภัยจากคดีความ หรือที่พักพิงยามตกงาน รัฐบาลควรออกระเบียบร่วมกับมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่:
• ตรวจสอบประวัติเชิงลึก: ไม่ใช่เพียงแค่ใบรับรองความประพฤติ แต่ต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสุขภาพจิตอย่างเข้มงวด
• ระบบ "พระพี่เลี้ยง" และ "ค่ายเตรียมบวช": ผู้ประสงค์จะบวชต้องผ่านการอบรมพื้นฐานเพื่อทดสอบความตั้งใจ (Sincerity Test) ก่อนเข้าพิธีอุปสมบท เพื่อคัดแยกผู้ที่มาบวชเพื่อ "ลดกิเลส" ออกจากผู้ที่มาบวชเพื่อ "แสวงหาลาภสักการะ"
 และเมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์ต้องดูแลอย่างน้อยห้าพรรษา

2. ฟื้นฟูระบบ "สอบไล่" และภาคบังคับการศึกษาพระธรรมวินัย
ในสมัยรัชกาลที่ 2 หากพระภิกษุไม่ศึกษาเล่าเรียนจนมีความรู้อันควร จะถูกคัดออกจากการเป็นพระ รัฐบาลควรรื้อฟื้นแนวคิดนี้ผ่านการใช้ "ใบรับรองผ่านการสอบความเป็นพระแท้“ (เทียบเคียงกับใบประกอบวิชาชีพ)
• เกณฑ์การอยู่ในสมณเพศ: บวชแล้วต้องเรียน หากไม่ผ่านการสอบนักธรรมหรือบาลีตามระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่มีผลงานด้านการปฏิบัติธรรมที่จับต้องได้ ต้องให้ลาสิกขา
• การศึกษาต้องควบคู่การปฏิบัติ: ป้องกันไม่ให้พระสงฆ์กลายเป็นเพียง "นักพิธีการทางศาสนา" แต่ต้องเป็นผู้ฝึกตนเพื่อลดละกิเลสตามแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน

3. ปฏิรูปทรัพย์สินสงฆ์: จาก "มรดกส่วนตัว" สู่ "สมบัติของศาสนา"
ช่องโหว่ทางกฎหมายที่อนุญาตให้พระสงฆ์มีทรัพย์สินส่วนตัวมหาศาล คือต้นเหตุของกิเลสและการฟ้องร้องแย่งชิงมรดกเมื่อมรณภาพ   พ.ร.บ. คณะสงฆ์ จำเป็นต้องมีการแก้ไข:
• ทรัพย์สินที่ได้มาขณะบวชต้องตกเป็นของวัด 100%: ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกิจนิมนต์ หรือเงินบริจาค ห้ามมิให้โอนเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือนำไปปรนเปรอเครือญาติ
• อสรพิษในย่าม: รื้อฟื้นสิกขาบทที่ห้ามพระเกี่ยวข้องกับเงินทอง โดยให้มีระบบตัวแทน (ไวยาวัจกร) ที่มีธรรมาภิบาลจัดการแทนอย่างโปร่งใส

4. กระจายอำนาจการบริหาร: เปลี่ยนจาก CEO เป็น "ประธานจิตวิญญาณ"
การให้เจ้าอาวาสเป็นนิติบุคคลเพียงผู้เดียวในการจัดการทรัพย์สินวัด คือการผลักพระเข้าสู่กงจักรของกิเลส รัฐควรแก้กฎหมายเพื่อกระจายอำนาจสู่ "พุทธบริษัท 4":
• คณะกรรมการบริหารวัด (Lay Management Board): ประกอบด้วยตัวแทนชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาดูแลบัญชีและทรัพย์สินในรูปแบบองค์กร
• พระสงฆ์กลับสู่หน้าที่หลัก: เมื่อมีผู้อื่นดูแลเรื่องตัวเลขและธุรการ พระสงฆ์จะได้ทำหน้าที่เป็น "ผู้นำทางวิญญาณ" (Spiritual Leader) ศึกษาพระไตรปิฎกและเผยแผ่ธรรมะอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมาพะวงกับการบริหารจัดการเงินเหมือน CEO บริษัท

5. ขจัดสิ่งจูงใจให้พระสงฆ์หวังแต่ยศฐาสมณศักดิ์ จากองค์กรและอำนาจส่วนกลาง จนพระสงฆ์ไม่ให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นรอบวัด เน้นแต่สร้างวัตถุ สภาพแวดล้อมให้ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนดจากส่วนกลาง

บทสรุป

การแก้ไขระยะสั้น เช่น การให้สำนักพระพุทธศาสนาซึ่งก็เคยโกงเงินวัดเป็นผู้ควบคุมดูแลจากส่วนกลาง   การทำบัญชีออนไลน์หรือการโอนเงินผ่าน App เป็นเพียงการ "แก้ที่ปลายเหตุ" 
ตราบใดที่พระยังรับเงินบริจาค  มีอำนาจจ่ายเงินล้าน หรือสิทธิ์ในการหาประโยชน์ในทางธุรกิจกับที่ดินของวัด  ความเสื่อมเสียย่อมเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม รัฐบาลอนุทินที่มีรองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ ในฐานะฝ่ายอาณาจักรต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการ "แก้กฎหมายคณะสงฆ์" และเสนอแนะต่อมหาเถระสมาคม ระดมความคิดความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจการจัดการบริหารเงินและทรัพย์สินของวัดให้องค์กรชุมชน เพื่อคืนพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ให้กับสังคมไทย  ให้วัดกลับมาเป็นที่พึ่งทางใจ ไม่ใช่แหล่งแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน
 

หน้าแรก » การศึกษา