วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 17:10 น.

การศึกษา

"เจิมศักดิ์" เปิดบทเรียนงานศพ! ถอดรหัส "พิธีเกินจำเป็น" ตามแนวคิด "พระไพศาล วิสาโล" 

วันอาทิตย์ ที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

"เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" เผยแนวคิด พระไพศาล วิสาโล ชวนสังคมทบทวน "งานศพไทย"  หลังยกกรณีตัวอย่างจัดพิธีเรียบง่ายใน 24 ชั่วโมง ชี้ชัดศาสนาไม่เคยบังคับพิธีซับซ้อน พร้อมเตือนอย่ายึดติดจนกลายเป็นภาระหนี้สิน 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2569 รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง  อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ถอดรหัสธรรม: "พิธีกรรมเกินจำเป็นในงานศพ"  สรุปจากความเห็นของ พระไพศาล วิสาโล

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้หยิบยกประเด็นเรื่องการจัดงานศพในสังคมไทยมาวิพากษ์และให้สติ โดยแยกแยะให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง "แก่นแท้ทางศาสนา" และ "เปลือกของประเพณี" ที่ถูกต่อเติมขึ้นมาจนกลายเป็นภาระทางการเงินและจิตใจของลูกหลานในปัจจุบัน

1. กรณีศึกษา: งานศพ 24 ชั่วโมงที่เรียบง่ายและสมบูรณ์แบบ
พระอาจารย์เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่างเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแลคุณแม่ที่ป่วยหนักจนวาระสุดท้าย การจัดการงานศพของเธอเป็นไปอย่างรวบรัด เรียบง่าย และมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก
ลำดับเหตุการณ์: คุณแม่เสียชีวิตในช่วงเช้ามืด เธอพาร่างแม่ไปวัดตอนสาย มีการสวดพระอภิธรรม 1 จบในตอนเที่ยง และทำการฌาปนกิจ (เผา) ทันทีในเวลา 15.00 น.
การลอยอังคาร: เช้าวันรุ่งขึ้นเวลา 06.00 น. เธอไปเก็บอัฐิ และนำไปลอยอังคารในเวลา 10.00 น. โดยขั้นตอนการลอยอังคารนั้น ไม่มีการนิมนต์พระไปทำพิธี ลูกสาวเพียงแค่จุดธูปบอกกล่าวด้วยใจความที่ลึกซึ้งว่า "แม่ไปเลยนะ ไปตามสบายไม่ต้องห่วงใคร ทุกคนมีกรรมเป็นของตัว แม่ไปตามแสงสว่างเลยนะ ตอนนี้ไม่มีสังขารให้ทุกข์ทรมานแล้ว ยินดีด้วย" จากนั้นก็โปรยเถ้ากระดูกทั้งหมดจนไม่เหลือเก็บไว้เลย
งบประมาณและเวลา: กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเศษ และใช้เงินเพียง 35,000 บาท ซึ่งรวมค่าอาหารเลี้ยงพระแล้ว ส่วนของชำร่วยเพื่อนฝูงก็ช่วยกันจัดหา ญาติพี่น้องที่อยู่ไกลมาไม่ทันก็ใช้วิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ที่บ้าน

2. แบบนี้บาปไหม? ผิดหลักพุทธศาสนาหรือไม่?
พฤติกรรมนี้มักทำให้คนไทยส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า "ทำแบบนี้จะบาปไหม?" พระอาจารย์อธิบายชี้ชัดว่า
ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว: พุทธศาสนาไม่ได้มีข้อบังคับหรือข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับการจัดงานศพ สิ่งสำคัญคือวิญญาณของผู้ตายจะไปสู่สุคติหรือทุคตินั้น ขึ้นอยู่กับ "บุญและบาป" ที่ผู้ตายได้กระทำไว้ขณะยังมีชีวิต
หน้าที่ของผู้ที่ยังอยู่: หากต้องการเกื้อกูลผู้จากไป สิ่งที่ทำได้คือการ "ทำบุญอุทิศส่วนกุศล" ซึ่งนี่คือที่มาของพิธีเลี้ยงพระ ถวายสังฆทาน หรือทอดผ้าบังสุกุล
ความหมายของผ้าบังสุกุล: แท้จริงแล้วการที่พระสงฆ์มาชักผ้าบังสุกุล ไม่ได้พิจารณาเพื่อผู้ตาย แต่ท่านพิจารณา "อนิจจา" (ความไม่เที่ยง) เพื่อสอนใจผู้ที่ยังอยู่ (ผู้ที่รับผ้าบังสุกุล) ต่างหาก

3. ประเพณีท้องถิ่น: กุศโลบายที่ถูกลืม
พิธีกรรมต่างๆ ที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ใช่พิธีทางศาสนาโดยตรง แต่เป็น "พิธีที่งอกเงยขึ้นมาตามประเพณีท้องถิ่น" ซึ่งแต่เดิมมีกุศโลบายและประโยชน์แฝงอยู่
เพื่อบรรเทาความโศกเศร้า: งานศพคือโอกาสที่ญาติมิตรจะได้มาเยี่ยมเยียน การมีเพื่อนฝูงมาห้อมล้อมจะช่วยคลายความทุกข์โศกของผู้สูญเสียได้
เพื่อเป็นมรณานุสติ: เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสังขาร
เพื่อการรวมญาติ: ในอดีตงานศพถูกจัดขึ้นเพื่อให้ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสกลับมาพบปะกัน

4. ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ทำให้งานศพยืดเยื้อ
แต่เดิมในสมัยก่อน (ประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว) งานศพมักจัดเพียงแค่วันเดียว สวดแล้วเผาเลย เพราะไม่สามารถเก็บศพไว้นานได้เนื่องจากศพจะขึ้นอืดและไม่น่าดู แม้แต่พระเถระอย่างหลวงปู่มั่น ท่านก็ทำการเผาศพลูกศิษย์ที่มรณภาพในป่าทันทีในวันนั้น
โลงเย็นและการเดินทาง: ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยี "โลงเย็น" ทำให้สามารถเก็บศพไว้ได้นานขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตคนไทยที่มักเดินทางไปทำงานต่างถิ่น (เช่น พ่อแม่อยู่ชัยภูมิ ลูกทำงานอยู่ภาคใต้) การสวดหลายวันจึงเกิดขึ้นเพื่อประวิงเวลาให้ลูกหลานที่อยู่ไกลสามารถเดินทางกลับมาดูใจและร่วมงานศพได้ทัน หากไม่รอ ลูกหลานก็อาจจะรู้สึกเสียใจ นี่คือเหตุผลทางจิตวิทยา ไม่ใช่ข้อบังคับทางศาสนา

5. พิธีกรรมที่ฟุ้งเฟ้อและเกินพอดี
เมื่อเวลาผ่านไป คนเริ่มหลงลืมแก่นแท้และไปยึดติดกับพิธีกรรม จนเกิดค่านิยมว่า "ถ้าไม่ทำจะบาป" นำไปสู่การจัดงานที่เกินเลย
การทอดผ้าบังสุกุล 60-80 ผืน: ในอดีตการทอดผ้าบังสุกุลมีเพียงผืนเดียว แต่ปัจจุบันมีการทอดกันถึง 60-100 ผืน ซึ่งประเพณีนี้เพิ่งเกิดมาไม่เกิน 10 ปี เริ่มต้นมาจากกลุ่มข้าราชการที่ต้องการรักษาหน้าตาทางสังคม
ทำเพื่อหน้าตา ไม่ใช่เพื่อผู้ตาย: งานศพปัจจุบันมักเป็นไปเพื่อหน้าตาของเจ้าภาพ หากแขกเป็นอธิบดี ผู้อำนวยการ หรือนายกเทศมนตรี เจ้าภาพก็ต้องเชิญทุกคนมาทอดผ้าเพื่อไม่ให้ใครรู้สึกเสียหน้าลุกลามไปจนถึงระดับหมู่บ้านที่ต้องเชิญผู้ใหญ่บ้านทุกคนมาทอดผ้า
ไม่ได้บุญแถมเสียเงิน: ผ้าที่แขกนำมาทอดนั้น เจ้าภาพกลับเป็นคนเสียเงินซื้อมาเตรียมไว้ให้ แขกที่เดินไปทอดผ้าจึงไม่ได้บุญอะไร เพราะไม่ใช่ผ้าที่ตนเองสละทรัพย์หามา ถือเป็นการกระทำที่สูญเปล่าและฟุ่มเฟือย ด้วยเหตุนี้ ในงานศพของหลวงพ่อเขียน ท่านจึงสั่งเสียไว้ในพินัยกรรมเลยว่า "ห้ามมีการทอดผ้าบังสุกุล" เพื่อตัดความฟุ้งเฟ้อนี้

6. ความงมงายเรื่องตัวเลขและของชำร่วย
ความเชื่อเรื่องวันสวด: หลายคนยึดติดว่าต้องสวดศพเป็นเลขคี่ (3 วัน หรือ 5 วัน) ห้ามสวด 4 วัน หากจะสวดเลขคู่ก็ต้องแก้เคล็ดด้วยการนิมนต์พระมาเทศน์ 2 จบ พระอาจารย์ชี้ว่านี่คือ "สีลัพพตปรามาส" หรือการยึดมั่นถือมั่นในศีลพรตและประเพณีอย่างงมงาย แท้จริงแล้วจะสวดกี่วันก็ได้ หรือไม่สวดเลยก็ไม่ผิด
ที่มาของชำร่วย: การแจกของชำร่วยในงานศพเพิ่งมีมาประมาณ 100 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 ริเริ่มโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีอุบายให้เจ้าภาพที่เป็นขุนนางช่วยกันพิมพ์หนังสือเก่าๆ (เช่น สามก๊ก, ราชาธิราช) แจกในงานศพเพื่ออนุรักษ์วรรณกรรม แต่ปัจจุบันคนไม่อ่านหนังสือ จึงเปลี่ยนไปแจกของแพงๆ เช่น ถ้วยสแตนเลส เพื่ออวดฐานะแทน
การแต่งชุดดำ: ประเพณีการใส่เสื้อผ้าสีดำ-ขาว ก็เพิ่งเกิดขึ้นจากชนชั้นกลางเพื่อความสวยงามและเป็นระเบียบ สมัยก่อนคนไทยจะใส่เสื้อสีอะไรไปงานศพก็ได้ ไม่ได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด

7. บทสรุป: ตัดเปลือกทิ้ง คืนสู่แก่นธรรม
ในปัจจุบัน การจัดงานศพ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก แค่สวดศพ 3 วัน อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายให้วัดถึง 90,000 บาท (ยังไม่รวมค่าโลงและอื่นๆ) การทำความเข้าใจ "จุดมุ่งหมายที่แท้จริง" ของงานศพ จะช่วยปลดล็อกภาระอันหนักอึ้งนี้ให้กับลูกหลานได้
หากเข้าใจสาระสำคัญ คุณสามารถจัดการศพแบบ ไม่สวดเลยก็ได้
สามารถ เผาวันนั้นเลยก็ได้ แล้วค่อยไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลในวันหลัง
ไม่จำเป็นต้องมีของชำร่วย และไม่จำเป็นต้องทอดผ้าบังสุกุล

บทส่งท้าย: พระอาจารย์เน้นย้ำว่า งานศพที่เรียบง่ายนั้นไม่ผิดหลักพระพุทธศาสนาแม้แต่น้อย หน้าที่ของงานศพคือการเยียวยาจิตใจและสร้างความสามัคคีให้ผู้ที่ยังอยู่ ไม่ใช่การจัดมหรสพทางพิธีกรรมเพื่ออวดฐานะหรือทำตามๆ กันไปด้วยความไม่รู้ จนกลายเป็นการสร้างหนี้สินและความทุกข์ให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ 

ขอบคุณภาพจากเพจ-ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
 

หน้าแรก » การศึกษา